4 Year in NU
4 ปี...ที่ดูเหมือนจะยาวนาน
4 ปี...ที่ต้องจากมาไกลบ้าน
4 ปี...ที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนเรศวร
มันเป็นเวลา 4 ปี ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ
และแล้วมันก็มาถึงวันนี้จนได้ วันที่มีพิธีอันสำคัญของนิสิตชั้นปีที่ 4,,,พิธีปัจฉิมนิเทศ
ไม่น่าเชื่อว่าวันเวลามันจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ พอรู้สึกตัวอีกที
สี่ปีแล้วหรอที่เราจากบ้านมาอยู่พิษณุโลก
สี่ปีแล้วหรอที่เรานั่งเรียนอยู่ในภาควิชาเทคนิคการแพทย์
สี่ปีแล้วหรอที่เรานั่งเล่น นั่งคุย นั่งกินขนม ทำอะไรบ้าๆบอๆ กับเพื่อนในกลุ่มอีกนับสิบชีวิต
สี่ปีกับความทรงจำอันล้ำค่าและมิตรภาพของพวกเรา
ช่วงเช้า..เป็นพิธีปัจฉิมของเซคเราเอง (น่าจะเรียกว่าเข้าฟังการอบรมจากวิทยากรพิเศษมากกว่านะ)
ช่วงพักกลางวันเราก็เรียกรวมกลุ่มเราขึ้นไปห้อง lab เพื่อจะเปิด MV ที่เราอุตส่าห์ทำมาให้ทุกคน
แอบเซ็ง จริงๆถ้าเปิดตอนก่อนแยกกันมันคงจะซึ้งกว่านี้ แต่ดูกำหนดการแล้วเรางจะต้องเปิดเลยดีกว่า กว่าคณะจะเลิกล่อไปทุ่มกว่า
พอช่วงบ่ายเป็นปัจฉิมของคณะก็มีวิทยากรมาพูดแนะแนวให้ฟัง
อ้อ!มีพระมาเทศน์ด้วย สนุกดีอ่ะ เทศน์ได้ไม่น่าเบื่อ ชอบๆๆ
หลังจากนั้นก็มีพักทานของว่าง (เรากับเพื่อนก็ฟาดกันไปคนละสองชุด ฮ่าๆๆ..ด้านอิ่ม อายหิวต่อไป)
แล้วก็แยกย้ายไปตามเซคเพื่อทำ WorkShop ตามหัวข้อที่ได้รับมา ซึ่งจะเอาไปเป็น QA ของคณะ
พวกเราก็กลับไปที่ห้อง lab ที่เซคเรา แล้วก็ช่วยกันคิด (เนื่องด้วยเป็นกิจกรรมสุดท้ายที่จะได้ทำร่วมกันแล้ว)
จนได้คำจำกัดความของคำว่า MED-TECH NU ออกมา เพื่อนำไปพรีเซนท์หลังทานอาหารเย็นเสร็จ
M anagement พวกเราสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม
E volution พวกเราจะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ
D rive พวกเราจะเป็นแรงผลักดันวงการเทคนิคการแพทย์ให้ก้าวหน้าสู่สากล
T olerance พวกเราเป็นคนที่มีความอดทน
E njoy พวกเราทำงานด้วยใจรัก และสนุกกับงานที่เราต้องลงมือทำ
C are พวกเราจะดูแลทุกคนเฉกเช่นคนที่เรารัก
H onest พวกเราจะซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของเรา
N aresuan University พวกเราจะระลึกไว้เสมอว่าเราคือชาว NU
U nity ไม่ว่าพวกเราจะจากกันไกลแค่ไหน พวกเราก็จะยังคงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
หลังจากที่ลงมติกันเป็นที่เรียบร้อย (ได้คำจำกัดความออกมา)
พี่ใหม่ก็เอากระดาษที่พวกเราเคยเขียนความฝันเอาไว้สมัยตอนอยู่ปีหนึ่งมาแจกคืน
คือตอนที่บอกว่าจะแจกคืนนั้น ออกอาการอึ้ง..เราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขียนอะไรลงไป จนกระทั่งได้คืนมา
Dream ~:~ อยากเรียนได้เกรดสวยๆ สูงๆ (A เยอะๆ)
เรียนจบได้ด้วยดี อยากได้เกียรตินิยม
แล้วได้ไปเรียนต่อโทที่อเมริกา
อยากให้พ่อแม่ภูมิใจที่มีเราเป็นลูก
(น.ส.มาติกา ไพบูลย์ ~> MT)
พี่ใหม่ไม่ได้อ่านของเราแต่เห็นแว๊บๆ ก็บอกเราว่าก็ได้ไปแล้วนี่อเมริกาน่ะ
(คือพี่คะ หนูหมายถึงไปเรียนต่อค่ะ ไม่ใช่ไปเที่ยว..ถ้าไปเที่ยวหนูก็ไปมาตั้งแต่ ป.5 แล้วค่ะ)
แต่ที่เราฝันไว้ทั้งหมด เราก็ยังทำได้บางส่วนนะ (A มันเยอะเฉพาะวิชาที่เป็นภาษาอังกฤษว่ะ)
อย่างน้อย..เราก็ทำให้พ่อกับแม่เราภูมิใจแล้วที่มีเราเป็นลูก เพราะพ่อก็บอกแล้วว่าพ่อภูมิใจในตัวลูกมากนะ ว่าที่บัณฑิตของพ่อ
เพราะพ่อเคยเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เราไปงานรับปริญญาของแม่ แล้วเราก็พูดว่า "โตขึ้นหนูจะรับกะรินยา(ปริญญา)เหมือนแม่" พ่อเลยรอตลอดเพื่อจะเห็นวันนั้นมาถึง
และแล้ว..เราก็ทำสำเร็จแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้รับตอนนี้ แต่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเดี๋ยวเราจะได้รับแล้ว
หลังจากนั้นก็ลงไปทานข้าวเย็นกัน (ที่คณะก็จัดเลี้ยงให้) อาหารอร่อยดี..โดยเฉพาะครอกเก็ทอ่ะ
แล้วเราก็ขึ้นไปพรีเซนท์ WorkShop ที่ไปคิดกันมา
หลังจากนั้นก็มีการฉาย slide presentation ให้ดู (ก็ MV ที่ทำให้รุ่นพวกเรานั่นแหละ) แต่น้อยใจ MT มีรูปน้อยมาก..เดี๋ยวปั๊ดแม่กลับมาทำเองเซคเดียวซะเลยนี่
แล้วก็ต่อด้วยการทำพิธีอำลาอาลัย ผูกข้อมไม้ข้อมือจากอาจารย์..คนที่ทำให้เราร้องไห้ก็คืออาจารย์นพ
เพราะในช่วงเวลาที่เราอยู่ปีสี่ อาจารย์นพดีกับเรามากๆ และเรียกได้ว่าเป็นอาจารย์ที่สนิทกับเราที่สุดแล้ว
อาจารย์นพบอกว่า โตแล้ว..จะเป็นบัณฑิตแล้ว ให้ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น คิดอะไรให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นได้แล้ว (จะบอกว่าหนูเด็กอยู่ว่างั้นเหอะ)
แล้วพิธีสุดท้ายของคณะที่จะจัดให้พวกเราในวันนี้ก็คือ พิธีส่งตัว (ออกนอกคณะ)
นี่ก็เป็นพิธีที่ทำให้เราร้องไห้โฮเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเราจะบังเอิญไปเห็นพี่ใหม่กำลังเตรียมอะไรกับน้องปีสามก็เถอะ
แต่ว่าคำพูดที่อาจารย์นพพูดบอกพวกเราทั้งหมดนั่นแหละที่ทำให้เราใจหายวาบเลยทีเดียว
เดี๋ยวให้เดินออกไปทีละเซค พอออกไปจากประตูห้องประชุมแล้ว ไม่ต้องหันหลังกลับมาอีก เพราะพวกคุณได้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ต้องกลับเข้ามาในคณะอีกแล้ว (อะไรประมาณนั้น จำคำพูดได้ไม่แม่น)
แต่ว่าถ้าหากใครได้มาอยู่ในช่วงเวลานั้น จะรับรู้ถึงความรู้สึกที่เรารู้สึกอยู่อย่างแน่นอน
ตึกคณะที่เราเรียนมาตั้งสามปี (ปีหนึ่งไปเรียนตึกวิทย์ ตึกมนุษย์ ตามแต่วิชา) สามปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้อง lab ที่เซค
แล้วจู่ๆ พอได้ยินคำว่าไม่ต้องหันหลังกลับมาอีก เพราะพวกเราต้องออกจากคณะไปแล้ว มันโหวงชอบกล
พอถึงคิวเซคเราเดินออก..เดินออกไปตามทางที่ปิดไฟหมดทุกดวง
แต่มีแสงของเทียนเล่มน้อยๆ หลายๆ เล่มที่น้องๆ ถือไว้สองข้างทางที่เราเดิน พร้อมกับเพลง ดอกไม้มวลชน
(ชื่อเพลงจำไม่ค่อยได้ แต่มันร้อง "ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ ฯลฯ" มันเป็นเพลงโปรดเราเลยล่ะ)
พอฟังเพลงนี้พร้อมกับนึกถึงคำพูดอาจารย์ และวันเวลาที่ผ่านมา เราก็น้ำตาคลอเลย เดินลงบันไดไปน้ำตาก็ไหลลงมา
จนน้องรหัสไอ้ต้นมันเรียกชื่อเรา เรายิ่งบ่อน้ำตาแตกเข้าไปใหญ่เลย
เวลาที่เราเคยคิดว่ามันนาน..สี่ปีเนี่ย มันไม่ได้นานอย่างที่เราคิดเลย มันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ
หลังจากที่เดินออกมา..เพื่อนเรียกเราไปแย่ยอกล้อที่เราร้องไห้พอเป็นพิธีแล้ว พวกเราก็รวมถ่ายรูปหมู่กัน (แต่มีบางคนต้องกลับไปก่อน เลยไม่ครบ 51 คน)
บ้าถ่ายรูปกันได้สักพัก..เอฟ (RT) ก็เรียกบูม..อีนี่ก็ล่อกแล่กล่ะ..เริ่มหาที่วางน้องบอมเฮ(โน้ตบุ๊ค)
จะวางไหนดี ใกล้สระเกินไปเดี๋ยวตกไปในบ่อ mutation หน้าคณะ จะวางแถวถนนหน้าคณะเดี๋ยวมันก็วิ่งเตะกัน
จนหาที่เหมาะข้างกระถางต้นไม้ได้เลยวิ่งไปบูม แม่เจ้าให้ตายเหอะ..ใส่รองเท้ามีส้นบูม ช่างได้ใจอะไรเยี่ยงนี้
และที่อึ้งไปกว่านั้นคือ..พวกเราไม่ได้บูมกันมานานมากๆ (ถึงขั้นเพื่อนเราที่เป็นพี่เชียร์ยังลืมเนื้อบูมไปแล้วเลย) แต่เราก็บูมกันได้พร้อมเพรียง ถูกจังหวะ และเสียงดังก้องมากๆ
แล้วก็แยกย้ายกันไปถ่ายรูปต่อ
แต่เพราะต้องมีคนเสียสละไปถ่าย..คนมันจะต้องหายไปคนนึง
เราก็เลยหน้าด้านตะโกนบอกพี่รปภ.ของคณะว่า "พี่คะ ถ่ายรูปให้พวกหนูหน่อยได้มั๊ยคะ?"
ตอนแรกเพื่อนๆก็นึกว่าเราพูดเล่น แต่เราเดินเกล้องไปให้พี่เขาจริงๆ
(เป็นพี่รปภ.ที่เริ่ดมาก หน้าตาดีที่สุด อีต้นอยากงายเล่น แถมขับ VIOS ออกใหม่ยังไม่มีทะเบียนอีกตะหาก)
แล้วเราก็ได้ถ่ายรูปกันครบองค์ (เท่าที่เหลืออยู่) ซะที
จากนั้นก็แยกย้ายกันจริงๆ ไปตามกลุ่มใครกลุ่มมัน...พวกเรา 11 คน ตกลงที่จะไปคาราโอเกะกัน
เรากับต้นแล้วก็พี่วิไปเอารถที่จอดไว้ด้านหลังตึก (ที่เหลือมันจอดด้านข้างกันหมด) ระหว่างนั้นอีต้นก็ดิ้นๆ จะให้เราถ่ายรูปให้
สุดท้ายก็เลยต้องอ้อมรถมาหน้าคณะกันเพื่อไปถ่ายรูปให้มัน..ช่างกล้ายิ่งนัก แต่เอาเถอะวันสุดท้ายแล้ว เขาคงจำหน้าพวกเราไม่ได้หรอก ฮ่าๆๆ
แล้วก็ไปร้องเกะกันที่ร้าน Core Song ข้างมอ. เป็นการร้องเกะที่ถูกที่สุดตั้งแต่ร้องมาเลย หารแล้วตกคนละ 36 บาทเอง
ร้องกัน เต้นกันอย่างสนุกสนาน...แบบว่าโคตรเหนื่อยเลย ใครแม่งจัดชุดนี้มาวะ กดซะเพลงเพลงเร็ว เต้น แรง ทั้งนั้นเลย
มีได้พักยกแค่ตอนร้องเพลง Lucky ของบริทนี่ย์เท่านั้นแหละ แล้วก็ต่อยกสองกันต่อเลย ขนาดอยู่ห้องแอร์แต่เหงื่อออกเนี่ย -_-"
ถ่ายรูปกันไว้ด้วย ไม่รู้จะหลุดขนาดไหน ยังไม่ได้เห็นเลย อยู่กล้องีตั๋งเนี่ย
พอเกือบๆ ห้าทุ่มก็แยกย้ายกันกลับ ปอยกับไก่ก็กลับมานอนหอเรา
พอตอนตีหนึ่งกว่าอีต้นก็มาเคาะประตูห้อง ตอนแรกนึกว่ามาเอาของที่ฝากไว้
ที่ไหนได้เสือกมานอนด้วยซะงั้น เออ..ตามสบาย แต่เตียงเต็มแล้วว่ะ มันก็เลยต้องนอนพื้นไปตามระเบียบ ฮ่าๆๆ
ขอบคุณวันเวลา 4 ปี กับความทรงจำที่มีค่าสำหรับเรา มีทั้งเรื่องสุข ทุกข์ สนุกสนาน ที่พวกเราก้าวผ่านมาด้วยกัน
ขอบคุณโชคชะตา ที่ทำให้เราเปลี่ยนลำดับการเลือกยื่นคณะ จากเดิมจะไว้อันดับสอง..เลื่อนมาเป็นอันดับแรก แปะรหัสคณะก่อนเข้าไปยื่นสิบนาที ไม่อย่างงั้นเราคงไม่ได้เจอเพื่อนของราทั้งหลาย
อีต้น เพื่อนคนแรกที่เรารู้จัก เพื่อนคนแรกที่เราไปไหนมาไหนด้วย เพื่อนที่ทำให้เราได้มารู้จักกับทุกคน เพื่อนที่ช่วยเหือเราทุกอย่างที่มันทำให้ได้ เพื่อนที่เสียสละเพื่อทุกๆ คนในเซค เพื่อนที่กัดกับเราได้สนุกสนานที่สุด เพื่อนที่รู้ทันเราและเรารู้ทันความคิดมัน เพื่อนที่เราสนิทที่สุด(จริงๆ..แกคงไม่รู้หรอกใช่มั๊ย ว่าฉันน่ะรักแกมากที่สุดในเซคเลยนะ)
ตั๋ง เพื่อนที่ทะลึ่ง..แต่เราก็ทันมันอยู่ดี เพื่อนที่สรรหาเรื่องสนุกๆ มาฝาก และเพื่อนที่โกหกหน้าตายที่สุด
เป้ เพื่อนที่ช่วยสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะช่วยทำงาน ช่วยหาเล็คเชอร์มาให้อ่านเมื่อจะสอบ ช่วยปิดเรื่องตามเอสเจ และเป็นคนที่ทำให้เราได้รู้จักกับเมดของเรา
ปอย เพื่อนที่ร่วมกันทำโปรเจ็ค ต่อสู้กับความสับสนและหงุดหงิด และอดทนกับมันมาด้วยกัน เพื่อนที่ไปทำธุระเป็นเพื่อนกับเราแทบทุกครั้ง เพื่อนที่ห่วงใยดูแลกัน
หนิง เพื่อนที่คอยกระตุ้นให้เราอ่านหนังสือตอนจะสอบใบประกอบวิชาชีพ เพื่อนที่ห่วงคนอื่นๆ และคิดมากแทนคนอื่นๆ เพื่อนที่ไม่รวยเงินทองแต่รวยน้ำใจ
อ๊อฟ เพื่อนที่ทำให้พวกเรามีเรื่องล้อได้ตลอด เพื่อนที่ขยันให้พวกเราลอกเล็คเชอร์ตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสาม เพื่อนที่ร่วมก๊วนหัวไวด้วยกัน
ฝิ่น เพื่อนที่ช่วยเหลือหลายเรื่อง
ไก่ เพื่อนที่สรรหาเรื่องมาให้ทั้งขำและขำไม่ออก
พี่วิ เพื่อนอีกคนที่ร่วมฝ่าฟันมหาสมุทรโปรเจ็คมาด้วยกัน เพื่อนที่คอยรับส่งเราตลอดช่วงปีสี่
พี่แนน เพื่อนที่ทำให้พวกเราล้อเล่นสนุกสนานกันน่าดู
เพื่อนทั้งสิบคน ที่ทำให้เรามีความทรงจำดีๆ มากมาย..ไม่ว่าจะยามสุข ยามทุกข์ หรือยามเศร้าใจ ก็จะคอยอยู่เคียงข้างกัน ร่วมฝ่าฟันเหตุการณ์ต่างๆ มาด้วยกัน ร่วมกันทำกิจกรรมมากมาย และเมื่อพูดถึงเรื่องกิน..อีกลุ่มนี้แหละ น่ากลัว สายแข็งกันทั้งนั้นเลย
นอกจากนี้ยังมี เจี๊ยก ฟิล์ม กิ๊ก ที่ร่วมขบานการบ้าผู้ชายด้วยกัน (ตั้งแต่จูเนียร์ จนมาถึงเอสเจ)
อีกคนที่ขาดไม่ได้--แพร์ มายเมดนั่นเอง ที่มาอยู่หอด้วยกันมาสองปีกว่า แต่รู้จักกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งเพราะความโก๊ะของมันที่เข้าเรียนอังกฤษผิดห้อง (มานั่งห้อง MT แทนห้อง CVT) เลยทำให้เรารู้ว่าบ้าจูเนียร์เหมือนกันนี่หว่า แล้วก็บ้าวงเดียวกันด้วย หลังจากนั้นเราก็ไปตามจูเนียร์ด้วยกันมาตลอด จนกระทั่งเริ่มมาบ้าเอสเจ เราก็ยังตามมาบ้าด้วยกัน แม้จะไม่ได้ไปตามด้วยกัน แต่เราก็พลัดไปตามกันคนละวัน (ตามที่สะดวก) เพื่อนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมบ้า ร่วมฮา เล่นสนุกด้วยกัน และคาดว่า...เราคงจะบ้าไปด้วยกันอีกนาน เจอกันที่กรุงเทพนะมายเมด..แล้วเราจะไปดู Go go~ ด้วยกัน ^o^







