counter 8,956

Profile

: . T a g u c h i J u n n o s u k e . : M y L o v e R

Calendar

February 2007
S M T W T F S
« Dec   Mar »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728 

Tag Cloud

news with me

more+

4 Year in NU

4 ปี...ที่ดูเหมือนจะยาวนาน
4 ปี...ที่ต้องจากมาไกลบ้าน
4 ปี...ที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนเรศวร
มันเป็นเวลา 4 ปี ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ




และแล้วมันก็มาถึงวันนี้จนได้  วันที่มีพิธีอันสำคัญของนิสิตชั้นปีที่ 4,,,พิธีปัจฉิมนิเทศ
ไม่น่าเชื่อว่าวันเวลามันจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ พอรู้สึกตัวอีกที

สี่ปีแล้วหรอที่เราจากบ้านมาอยู่พิษณุโลก
สี่ปีแล้วหรอที่เรานั่งเรียนอยู่ในภาควิชาเทคนิคการแพทย์
สี่ปีแล้วหรอที่เรานั่งเล่น นั่งคุย นั่งกินขนม ทำอะไรบ้าๆบอๆ กับเพื่อนในกลุ่มอีกนับสิบชีวิต
สี่ปีกับความทรงจำอันล้ำค่าและมิตรภาพของพวกเรา

ช่วงเช้า..เป็นพิธีปัจฉิมของเซคเราเอง (น่าจะเรียกว่าเข้าฟังการอบรมจากวิทยากรพิเศษมากกว่านะ)
ช่วงพักกลางวันเราก็เรียกรวมกลุ่มเราขึ้นไปห้อง lab เพื่อจะเปิด MV ที่เราอุตส่าห์ทำมาให้ทุกคน
แอบเซ็ง จริงๆถ้าเปิดตอนก่อนแยกกันมันคงจะซึ้งกว่านี้ แต่ดูกำหนดการแล้วเรางจะต้องเปิดเลยดีกว่า กว่าคณะจะเลิกล่อไปทุ่มกว่า
พอช่วงบ่ายเป็นปัจฉิมของคณะก็มีวิทยากรมาพูดแนะแนวให้ฟัง
อ้อ!มีพระมาเทศน์ด้วย สนุกดีอ่ะ เทศน์ได้ไม่น่าเบื่อ ชอบๆๆ
หลังจากนั้นก็มีพักทานของว่าง (เรากับเพื่อนก็ฟาดกันไปคนละสองชุด ฮ่าๆๆ..ด้านอิ่ม อายหิวต่อไป)
แล้วก็แยกย้ายไปตามเซคเพื่อทำ WorkShop ตามหัวข้อที่ได้รับมา ซึ่งจะเอาไปเป็น QA ของคณะ
พวกเราก็กลับไปที่ห้อง lab ที่เซคเรา  แล้วก็ช่วยกันคิด (เนื่องด้วยเป็นกิจกรรมสุดท้ายที่จะได้ทำร่วมกันแล้ว)
จนได้คำจำกัดความของคำว่า MED-TECH NU ออกมา เพื่อนำไปพรีเซนท์หลังทานอาหารเย็นเสร็จ


M anagement     พวกเราสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม
E volution     พวกเราจะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ
D rive     พวกเราจะเป็นแรงผลักดันวงการเทคนิคการแพทย์ให้ก้าวหน้าสู่สากล
T olerance     พวกเราเป็นคนที่มีความอดทน
E njoy     พวกเราทำงานด้วยใจรัก และสนุกกับงานที่เราต้องลงมือทำ
C are     พวกเราจะดูแลทุกคนเฉกเช่นคนที่เรารัก
H onest     พวกเราจะซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของเรา
N aresuan University     พวกเราจะระลึกไว้เสมอว่าเราคือชาว NU
U nity    
ไม่ว่าพวกเราจะจากกันไกลแค่ไหน พวกเราก็จะยังคงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


หลังจากที่ลงมติกันเป็นที่เรียบร้อย (ได้คำจำกัดความออกมา)
พี่ใหม่ก็เอากระดาษที่พวกเราเคยเขียนความฝันเอาไว้สมัยตอนอยู่ปีหนึ่งมาแจกคืน
คือตอนที่บอกว่าจะแจกคืนนั้น ออกอาการอึ้ง..เราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขียนอะไรลงไป จนกระทั่งได้คืนมา


Dream ~:~ อยากเรียนได้เกรดสวยๆ สูงๆ (A เยอะๆ)
เรียนจบได้ด้วยดี อยากได้เกียรตินิยม
แล้วได้ไปเรียนต่อโทที่อเมริกา
อยากให้พ่อแม่ภูมิใจที่มีเราเป็นลูก

(น.ส.มาติกา ไพบูลย์ ~> MT)



พี่ใหม่ไม่ได้อ่านของเราแต่เห็นแว๊บๆ ก็บอกเราว่าก็ได้ไปแล้วนี่อเมริกาน่ะ
(คือพี่คะ หนูหมายถึงไปเรียนต่อค่ะ ไม่ใช่ไปเที่ยว..ถ้าไปเที่ยวหนูก็ไปมาตั้งแต่ ป.5 แล้วค่ะ)
แต่ที่เราฝันไว้ทั้งหมด เราก็ยังทำได้บางส่วนนะ (A มันเยอะเฉพาะวิชาที่เป็นภาษาอังกฤษว่ะ)
อย่างน้อย..เราก็ทำให้พ่อกับแม่เราภูมิใจแล้วที่มีเราเป็นลูก เพราะพ่อก็บอกแล้วว่าพ่อภูมิใจในตัวลูกมากนะ ว่าที่บัณฑิตของพ่อ
เพราะพ่อเคยเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เราไปงานรับปริญญาของแม่ แล้วเราก็พูดว่า "โตขึ้นหนูจะรับกะรินยา(ปริญญา)เหมือนแม่" พ่อเลยรอตลอดเพื่อจะเห็นวันนั้นมาถึง
และแล้ว..เราก็ทำสำเร็จแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้รับตอนนี้  แต่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเดี๋ยวเราจะได้รับแล้ว


หลังจากนั้นก็ลงไปทานข้าวเย็นกัน (ที่คณะก็จัดเลี้ยงให้) อาหารอร่อยดี..โดยเฉพาะครอกเก็ทอ่ะ
แล้วเราก็ขึ้นไปพรีเซนท์ WorkShop ที่ไปคิดกันมา
หลังจากนั้นก็มีการฉาย slide presentation ให้ดู (ก็ MV ที่ทำให้รุ่นพวกเรานั่นแหละ) แต่น้อยใจ MT มีรูปน้อยมาก..เดี๋ยวปั๊ดแม่กลับมาทำเองเซคเดียวซะเลยนี่
แล้วก็ต่อด้วยการทำพิธีอำลาอาลัย ผูกข้อมไม้ข้อมือจากอาจารย์..คนที่ทำให้เราร้องไห้ก็คืออาจารย์นพ
เพราะในช่วงเวลาที่เราอยู่ปีสี่ อาจารย์นพดีกับเรามากๆ และเรียกได้ว่าเป็นอาจารย์ที่สนิทกับเราที่สุดแล้ว
อาจารย์นพบอกว่า โตแล้ว..จะเป็นบัณฑิตแล้ว ให้ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น คิดอะไรให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นได้แล้ว (จะบอกว่าหนูเด็กอยู่ว่างั้นเหอะ)

แล้วพิธีสุดท้ายของคณะที่จะจัดให้พวกเราในวันนี้ก็คือ พิธีส่งตัว (ออกนอกคณะ)
นี่ก็เป็นพิธีที่ทำให้เราร้องไห้โฮเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเราจะบังเอิญไปเห็นพี่ใหม่กำลังเตรียมอะไรกับน้องปีสามก็เถอะ
แต่ว่าคำพูดที่อาจารย์นพพูดบอกพวกเราทั้งหมดนั่นแหละที่ทำให้เราใจหายวาบเลยทีเดียว

เดี๋ยวให้เดินออกไปทีละเซค พอออกไปจากประตูห้องประชุมแล้ว ไม่ต้องหันหลังกลับมาอีก เพราะพวกคุณได้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ต้องกลับเข้ามาในคณะอีกแล้ว (อะไรประมาณนั้น จำคำพูดได้ไม่แม่น)

แต่ว่าถ้าหากใครได้มาอยู่ในช่วงเวลานั้น จะรับรู้ถึงความรู้สึกที่เรารู้สึกอยู่อย่างแน่นอน
ตึกคณะที่เราเรียนมาตั้งสามปี (ปีหนึ่งไปเรียนตึกวิทย์ ตึกมนุษย์ ตามแต่วิชา) สามปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้อง lab ที่เซค
แล้วจู่ๆ พอได้ยินคำว่าไม่ต้องหันหลังกลับมาอีก เพราะพวกเราต้องออกจากคณะไปแล้ว มันโหวงชอบกล
พอถึงคิวเซคเราเดินออก..เดินออกไปตามทางที่ปิดไฟหมดทุกดวง
แต่มีแสงของเทียนเล่มน้อยๆ หลายๆ เล่มที่น้องๆ ถือไว้สองข้างทางที่เราเดิน พร้อมกับเพลง ดอกไม้มวลชน
(ชื่อเพลงจำไม่ค่อยได้ แต่มันร้อง "ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ ฯลฯ" มันเป็นเพลงโปรดเราเลยล่ะ)
พอฟังเพลงนี้พร้อมกับนึกถึงคำพูดอาจารย์ และวันเวลาที่ผ่านมา เราก็น้ำตาคลอเลย เดินลงบันไดไปน้ำตาก็ไหลลงมา
จนน้องรหัสไอ้ต้นมันเรียกชื่อเรา เรายิ่งบ่อน้ำตาแตกเข้าไปใหญ่เลย
เวลาที่เราเคยคิดว่ามันนาน..สี่ปีเนี่ย มันไม่ได้นานอย่างที่เราคิดเลย มันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ


หลังจากที่เดินออกมา..เพื่อนเรียกเราไปแย่ยอกล้อที่เราร้องไห้พอเป็นพิธีแล้ว พวกเราก็รวมถ่ายรูปหมู่กัน (แต่มีบางคนต้องกลับไปก่อน เลยไม่ครบ 51 คน)




บ้าถ่ายรูปกันได้สักพัก..เอฟ (RT) ก็เรียกบูม..อีนี่ก็ล่อกแล่กล่ะ..เริ่มหาที่วางน้องบอมเฮ(โน้ตบุ๊ค)
จะวางไหนดี ใกล้สระเกินไปเดี๋ยวตกไปในบ่อ mutation หน้าคณะ  จะวางแถวถนนหน้าคณะเดี๋ยวมันก็วิ่งเตะกัน
จนหาที่เหมาะข้างกระถางต้นไม้ได้เลยวิ่งไปบูม แม่เจ้าให้ตายเหอะ..ใส่รองเท้ามีส้นบูม ช่างได้ใจอะไรเยี่ยงนี้
และที่อึ้งไปกว่านั้นคือ..พวกเราไม่ได้บูมกันมานานมากๆ (ถึงขั้นเพื่อนเราที่เป็นพี่เชียร์ยังลืมเนื้อบูมไปแล้วเลย) แต่เราก็บูมกันได้พร้อมเพรียง ถูกจังหวะ และเสียงดังก้องมากๆ
แล้วก็แยกย้ายกันไปถ่ายรูปต่อ



แต่เพราะต้องมีคนเสียสละไปถ่าย..คนมันจะต้องหายไปคนนึง
เราก็เลยหน้าด้านตะโกนบอกพี่รปภ.ของคณะว่า "พี่คะ ถ่ายรูปให้พวกหนูหน่อยได้มั๊ยคะ?"
ตอนแรกเพื่อนๆก็นึกว่าเราพูดเล่น แต่เราเดินเกล้องไปให้พี่เขาจริงๆ
(เป็นพี่รปภ.ที่เริ่ดมาก หน้าตาดีที่สุด อีต้นอยากงายเล่น แถมขับ VIOS ออกใหม่ยังไม่มีทะเบียนอีกตะหาก)
แล้วเราก็ได้ถ่ายรูปกันครบองค์ (เท่าที่เหลืออยู่) ซะที





จากนั้นก็แยกย้ายกันจริงๆ ไปตามกลุ่มใครกลุ่มมัน...พวกเรา 11 คน ตกลงที่จะไปคาราโอเกะกัน
เรากับต้นแล้วก็พี่วิไปเอารถที่จอดไว้ด้านหลังตึก (ที่เหลือมันจอดด้านข้างกันหมด) ระหว่างนั้นอีต้นก็ดิ้นๆ จะให้เราถ่ายรูปให้
สุดท้ายก็เลยต้องอ้อมรถมาหน้าคณะกันเพื่อไปถ่ายรูปให้มัน..ช่างกล้ายิ่งนัก แต่เอาเถอะวันสุดท้ายแล้ว เขาคงจำหน้าพวกเราไม่ได้หรอก  ฮ่าๆๆ

แล้วก็ไปร้องเกะกันที่ร้าน Core Song ข้างมอ. เป็นการร้องเกะที่ถูกที่สุดตั้งแต่ร้องมาเลย หารแล้วตกคนละ 36 บาทเอง
ร้องกัน เต้นกันอย่างสนุกสนาน...แบบว่าโคตรเหนื่อยเลย ใครแม่งจัดชุดนี้มาวะ กดซะเพลงเพลงเร็ว เต้น แรง ทั้งนั้นเลย
มีได้พักยกแค่ตอนร้องเพลง Lucky ของบริทนี่ย์เท่านั้นแหละ  แล้วก็ต่อยกสองกันต่อเลย  ขนาดอยู่ห้องแอร์แต่เหงื่อออกเนี่ย -_-"
ถ่ายรูปกันไว้ด้วย ไม่รู้จะหลุดขนาดไหน ยังไม่ได้เห็นเลย อยู่กล้องีตั๋งเนี่ย

พอเกือบๆ ห้าทุ่มก็แยกย้ายกันกลับ  ปอยกับไก่ก็กลับมานอนหอเรา
พอตอนตีหนึ่งกว่าอีต้นก็มาเคาะประตูห้อง ตอนแรกนึกว่ามาเอาของที่ฝากไว้
ที่ไหนได้เสือกมานอนด้วยซะงั้น เออ..ตามสบาย แต่เตียงเต็มแล้วว่ะ มันก็เลยต้องนอนพื้นไปตามระเบียบ ฮ่าๆๆ




ขอบคุณวันเวลา 4 ปี  กับความทรงจำที่มีค่าสำหรับเรา มีทั้งเรื่องสุข ทุกข์ สนุกสนาน ที่พวกเราก้าวผ่านมาด้วยกัน

ขอบคุณโชคชะตา  ที่ทำให้เราเปลี่ยนลำดับการเลือกยื่นคณะ จากเดิมจะไว้อันดับสอง..เลื่อนมาเป็นอันดับแรก  แปะรหัสคณะก่อนเข้าไปยื่นสิบนาที  ไม่อย่างงั้นเราคงไม่ได้เจอเพื่อนของราทั้งหลาย

อีต้น  เพื่อนคนแรกที่เรารู้จัก  เพื่อนคนแรกที่เราไปไหนมาไหนด้วย  เพื่อนที่ทำให้เราได้มารู้จักกับทุกคน  เพื่อนที่ช่วยเหือเราทุกอย่างที่มันทำให้ได้  เพื่อนที่เสียสละเพื่อทุกๆ คนในเซค  เพื่อนที่กัดกับเราได้สนุกสนานที่สุด  เพื่อนที่รู้ทันเราและเรารู้ทันความคิดมัน  เพื่อนที่เราสนิทที่สุด(จริงๆ..แกคงไม่รู้หรอกใช่มั๊ย ว่าฉันน่ะรักแกมากที่สุดในเซคเลยนะ)

ตั๋ง  เพื่อนที่ทะลึ่ง..แต่เราก็ทันมันอยู่ดี  เพื่อนที่สรรหาเรื่องสนุกๆ มาฝาก  และเพื่อนที่โกหกหน้าตายที่สุด

เป้  เพื่อนที่ช่วยสารพัดอย่าง  ไม่ว่าจะช่วยทำงาน  ช่วยหาเล็คเชอร์มาให้อ่านเมื่อจะสอบ  ช่วยปิดเรื่องตามเอสเจ  และเป็นคนที่ทำให้เราได้รู้จักกับเมดของเรา

ปอย  เพื่อนที่ร่วมกันทำโปรเจ็ค ต่อสู้กับความสับสนและหงุดหงิด และอดทนกับมันมาด้วยกัน เพื่อนที่ไปทำธุระเป็นเพื่อนกับเราแทบทุกครั้ง เพื่อนที่ห่วงใยดูแลกัน

หนิง  เพื่อนที่คอยกระตุ้นให้เราอ่านหนังสือตอนจะสอบใบประกอบวิชาชีพ  เพื่อนที่ห่วงคนอื่นๆ และคิดมากแทนคนอื่นๆ เพื่อนที่ไม่รวยเงินทองแต่รวยน้ำใจ

อ๊อฟ  เพื่อนที่ทำให้พวกเรามีเรื่องล้อได้ตลอด  เพื่อนที่ขยันให้พวกเราลอกเล็คเชอร์ตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสาม  เพื่อนที่ร่วมก๊วนหัวไวด้วยกัน

ฝิ่น  เพื่อนที่ช่วยเหลือหลายเรื่อง

ไก่  เพื่อนที่สรรหาเรื่องมาให้ทั้งขำและขำไม่ออก

พี่วิ  เพื่อนอีกคนที่ร่วมฝ่าฟันมหาสมุทรโปรเจ็คมาด้วยกัน  เพื่อนที่คอยรับส่งเราตลอดช่วงปีสี่

พี่แนน  เพื่อนที่ทำให้พวกเราล้อเล่นสนุกสนานกันน่าดู

เพื่อนทั้งสิบคน  ที่ทำให้เรามีความทรงจำดีๆ มากมาย..ไม่ว่าจะยามสุข ยามทุกข์ หรือยามเศร้าใจ ก็จะคอยอยู่เคียงข้างกัน  ร่วมฝ่าฟันเหตุการณ์ต่างๆ มาด้วยกัน  ร่วมกันทำกิจกรรมมากมาย  และเมื่อพูดถึงเรื่องกิน..อีกลุ่มนี้แหละ น่ากลัว สายแข็งกันทั้งนั้นเลย

นอกจากนี้ยังมี  เจี๊ยก ฟิล์ม กิ๊ก  ที่ร่วมขบานการบ้าผู้ชายด้วยกัน (ตั้งแต่จูเนียร์ จนมาถึงเอสเจ)

อีกคนที่ขาดไม่ได้--แพร์  มายเมดนั่นเอง  ที่มาอยู่หอด้วยกันมาสองปีกว่า  แต่รู้จักกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งเพราะความโก๊ะของมันที่เข้าเรียนอังกฤษผิดห้อง (มานั่งห้อง MT แทนห้อง CVT) เลยทำให้เรารู้ว่าบ้าจูเนียร์เหมือนกันนี่หว่า แล้วก็บ้าวงเดียวกันด้วย  หลังจากนั้นเราก็ไปตามจูเนียร์ด้วยกันมาตลอด  จนกระทั่งเริ่มมาบ้าเอสเจ เราก็ยังตามมาบ้าด้วยกัน  แม้จะไม่ได้ไปตามด้วยกัน แต่เราก็พลัดไปตามกันคนละวัน (ตามที่สะดวก)  เพื่อนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ร่วมบ้า  ร่วมฮา  เล่นสนุกด้วยกัน  และคาดว่า...เราคงจะบ้าไปด้วยกันอีกนาน  เจอกันที่กรุงเทพนะมายเมด..แล้วเราจะไปดู Go go~ ด้วยกัน  ^o^

4 Year in NU

4 ปี...ที่ดูเหมือนจะยาวนาน
4 ปี...ที่ต้องจากมาไกลบ้าน
4 ปี...ที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนเรศวร
มันเป็นเวลา 4 ปี ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ




และแล้วมันก็มาถึงวันนี้จนได้  วันที่มีพิธีอันสำคัญของนิสิตชั้นปีที่ 4,,,พิธีปัจฉิมนิเทศ
ไม่น่าเชื่อว่าวันเวลามันจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ พอรู้สึกตัวอีกที

สี่ปีแล้วหรอที่เราจากบ้านมาอยู่พิษณุโลก
สี่ปีแล้วหรอที่เรานั่งเรียนอยู่ในภาควิชาเทคนิคการแพทย์
สี่ปีแล้วหรอที่เรานั่งเล่น นั่งคุย นั่งกินขนม ทำอะไรบ้าๆบอๆ กับเพื่อนในกลุ่มอีกนับสิบชีวิต
สี่ปีกับความทรงจำอันล้ำค่าและมิตรภาพของพวกเรา

ช่วงเช้า..เป็นพิธีปัจฉิมของเซคเราเอง (น่าจะเรียกว่าเข้าฟังการอบรมจากวิทยากรพิเศษมากกว่านะ)
ช่วงพักกลางวันเราก็เรียกรวมกลุ่มเราขึ้นไปห้อง lab เพื่อจะเปิด MV ที่เราอุตส่าห์ทำมาให้ทุกคน
แอบเซ็ง จริงๆถ้าเปิดตอนก่อนแยกกันมันคงจะซึ้งกว่านี้ แต่ดูกำหนดการแล้วเรางจะต้องเปิดเลยดีกว่า กว่าคณะจะเลิกล่อไปทุ่มกว่า
พอช่วงบ่ายเป็นปัจฉิมของคณะก็มีวิทยากรมาพูดแนะแนวให้ฟัง
อ้อ!มีพระมาเทศน์ด้วย สนุกดีอ่ะ เทศน์ได้ไม่น่าเบื่อ ชอบๆๆ
หลังจากนั้นก็มีพักทานของว่าง (เรากับเพื่อนก็ฟาดกันไปคนละสองชุด ฮ่าๆๆ..ด้านอิ่ม อายหิวต่อไป)
แล้วก็แยกย้ายไปตามเซคเพื่อทำ WorkShop ตามหัวข้อที่ได้รับมา ซึ่งจะเอาไปเป็น QA ของคณะ
พวกเราก็กลับไปที่ห้อง lab ที่เซคเรา  แล้วก็ช่วยกันคิด (เนื่องด้วยเป็นกิจกรรมสุดท้ายที่จะได้ทำร่วมกันแล้ว)
จนได้คำจำกัดความของคำว่า MED-TECH NU ออกมา เพื่อนำไปพรีเซนท์หลังทานอาหารเย็นเสร็จ


M anagement     พวกเราสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม
E volution     พวกเราจะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ
D rive     พวกเราจะเป็นแรงผลักดันวงการเทคนิคการแพทย์ให้ก้าวหน้าสู่สากล
T olerance     พวกเราเป็นคนที่มีความอดทน
E njoy     พวกเราทำงานด้วยใจรัก และสนุกกับงานที่เราต้องลงมือทำ
C are     พวกเราจะดูแลทุกคนเฉกเช่นคนที่เรารัก
H onest     พวกเราจะซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของเรา
N aresuan University     พวกเราจะระลึกไว้เสมอว่าเราคือชาว NU
U nity    
ไม่ว่าพวกเราจะจากกันไกลแค่ไหน พวกเราก็จะยังคงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


หลังจากที่ลงมติกันเป็นที่เรียบร้อย (ได้คำจำกัดความออกมา)
พี่ใหม่ก็เอากระดาษที่พวกเราเคยเขียนความฝันเอาไว้สมัยตอนอยู่ปีหนึ่งมาแจกคืน
คือตอนที่บอกว่าจะแจกคืนนั้น ออกอาการอึ้ง..เราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขียนอะไรลงไป จนกระทั่งได้คืนมา


Dream ~:~ อยากเรียนได้เกรดสวยๆ สูงๆ (A เยอะๆ)
เรียนจบได้ด้วยดี อยากได้เกียรตินิยม
แล้วได้ไปเรียนต่อโทที่อเมริกา
อยากให้พ่อแม่ภูมิใจที่มีเราเป็นลูก

(น.ส.มาติกา ไพบูลย์ ~> MT)



พี่ใหม่ไม่ได้อ่านของเราแต่เห็นแว๊บๆ ก็บอกเราว่าก็ได้ไปแล้วนี่อเมริกาน่ะ
(คือพี่คะ หนูหมายถึงไปเรียนต่อค่ะ ไม่ใช่ไปเที่ยว..ถ้าไปเที่ยวหนูก็ไปมาตั้งแต่ ป.5 แล้วค่ะ)
แต่ที่เราฝันไว้ทั้งหมด เราก็ยังทำได้บางส่วนนะ (A มันเยอะเฉพาะวิชาที่เป็นภาษาอังกฤษว่ะ)
อย่างน้อย..เราก็ทำให้พ่อกับแม่เราภูมิใจแล้วที่มีเราเป็นลูก เพราะพ่อก็บอกแล้วว่าพ่อภูมิใจในตัวลูกมากนะ ว่าที่บัณฑิตของพ่อ
เพราะพ่อเคยเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เราไปงานรับปริญญาของแม่ แล้วเราก็พูดว่า "โตขึ้นหนูจะรับกะรินยา(ปริญญา)เหมือนแม่" พ่อเลยรอตลอดเพื่อจะเห็นวันนั้นมาถึง
และแล้ว..เราก็ทำสำเร็จแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้รับตอนนี้  แต่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเดี๋ยวเราจะได้รับแล้ว


หลังจากนั้นก็ลงไปทานข้าวเย็นกัน (ที่คณะก็จัดเลี้ยงให้) อาหารอร่อยดี..โดยเฉพาะครอกเก็ทอ่ะ
แล้วเราก็ขึ้นไปพรีเซนท์ WorkShop ที่ไปคิดกันมา
หลังจากนั้นก็มีการฉาย slide presentation ให้ดู (ก็ MV ที่ทำให้รุ่นพวกเรานั่นแหละ) แต่น้อยใจ MT มีรูปน้อยมาก..เดี๋ยวปั๊ดแม่กลับมาทำเองเซคเดียวซะเลยนี่
แล้วก็ต่อด้วยการทำพิธีอำลาอาลัย ผูกข้อมไม้ข้อมือจากอาจารย์..คนที่ทำให้เราร้องไห้ก็คืออาจารย์นพ
เพราะในช่วงเวลาที่เราอยู่ปีสี่ อาจารย์นพดีกับเรามากๆ และเรียกได้ว่าเป็นอาจารย์ที่สนิทกับเราที่สุดแล้ว
อาจารย์นพบอกว่า โตแล้ว..จะเป็นบัณฑิตแล้ว ให้ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น คิดอะไรให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นได้แล้ว (จะบอกว่าหนูเด็กอยู่ว่างั้นเหอะ)

แล้วพิธีสุดท้ายของคณะที่จะจัดให้พวกเราในวันนี้ก็คือ พิธีส่งตัว (ออกนอกคณะ)
นี่ก็เป็นพิธีที่ทำให้เราร้องไห้โฮเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเราจะบังเอิญไปเห็นพี่ใหม่กำลังเตรียมอะไรกับน้องปีสามก็เถอะ
แต่ว่าคำพูดที่อาจารย์นพพูดบอกพวกเราทั้งหมดนั่นแหละที่ทำให้เราใจหายวาบเลยทีเดียว

เดี๋ยวให้เดินออกไปทีละเซค พอออกไปจากประตูห้องประชุมแล้ว ไม่ต้องหันหลังกลับมาอีก เพราะพวกคุณได้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ต้องกลับเข้ามาในคณะอีกแล้ว (อะไรประมาณนั้น จำคำพูดได้ไม่แม่น)

แต่ว่าถ้าหากใครได้มาอยู่ในช่วงเวลานั้น จะรับรู้ถึงความรู้สึกที่เรารู้สึกอยู่อย่างแน่นอน
ตึกคณะที่เราเรียนมาตั้งสามปี (ปีหนึ่งไปเรียนตึกวิทย์ ตึกมนุษย์ ตามแต่วิชา) สามปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้อง lab ที่เซค
แล้วจู่ๆ พอได้ยินคำว่าไม่ต้องหันหลังกลับมาอีก เพราะพวกเราต้องออกจากคณะไปแล้ว มันโหวงชอบกล
พอถึงคิวเซคเราเดินออก..เดินออกไปตามทางที่ปิดไฟหมดทุกดวง
แต่มีแสงของเทียนเล่มน้อยๆ หลายๆ เล่มที่น้องๆ ถือไว้สองข้างทางที่เราเดิน พร้อมกับเพลง ดอกไม้มวลชน
(ชื่อเพลงจำไม่ค่อยได้ แต่มันร้อง "ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ ฯลฯ" มันเป็นเพลงโปรดเราเลยล่ะ)
พอฟังเพลงนี้พร้อมกับนึกถึงคำพูดอาจารย์ และวันเวลาที่ผ่านมา เราก็น้ำตาคลอเลย เดินลงบันไดไปน้ำตาก็ไหลลงมา
จนน้องรหัสไอ้ต้นมันเรียกชื่อเรา เรายิ่งบ่อน้ำตาแตกเข้าไปใหญ่เลย
เวลาที่เราเคยคิดว่ามันนาน..สี่ปีเนี่ย มันไม่ได้นานอย่างที่เราคิดเลย มันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ


หลังจากที่เดินออกมา..เพื่อนเรียกเราไปแย่ยอกล้อที่เราร้องไห้พอเป็นพิธีแล้ว พวกเราก็รวมถ่ายรูปหมู่กัน (แต่มีบางคนต้องกลับไปก่อน เลยไม่ครบ 51 คน)




บ้าถ่ายรูปกันได้สักพัก..เอฟ (RT) ก็เรียกบูม..อีนี่ก็ล่อกแล่กล่ะ..เริ่มหาที่วางน้องบอมเฮ(โน้ตบุ๊ค)
จะวางไหนดี ใกล้สระเกินไปเดี๋ยวตกไปในบ่อ mutation หน้าคณะ  จะวางแถวถนนหน้าคณะเดี๋ยวมันก็วิ่งเตะกัน
จนหาที่เหมาะข้างกระถางต้นไม้ได้เลยวิ่งไปบูม แม่เจ้าให้ตายเหอะ..ใส่รองเท้ามีส้นบูม ช่างได้ใจอะไรเยี่ยงนี้
และที่อึ้งไปกว่านั้นคือ..พวกเราไม่ได้บูมกันมานานมากๆ (ถึงขั้นเพื่อนเราที่เป็นพี่เชียร์ยังลืมเนื้อบูมไปแล้วเลย) แต่เราก็บูมกันได้พร้อมเพรียง ถูกจังหวะ และเสียงดังก้องมากๆ
แล้วก็แยกย้ายกันไปถ่ายรูปต่อ



แต่เพราะต้องมีคนเสียสละไปถ่าย..คนมันจะต้องหายไปคนนึง
เราก็เลยหน้าด้านตะโกนบอกพี่รปภ.ของคณะว่า "พี่คะ ถ่ายรูปให้พวกหนูหน่อยได้มั๊ยคะ?"
ตอนแรกเพื่อนๆก็นึกว่าเราพูดเล่น แต่เราเดินเกล้องไปให้พี่เขาจริงๆ
(เป็นพี่รปภ.ที่เริ่ดมาก หน้าตาดีที่สุด อีต้นอยากงายเล่น แถมขับ VIOS ออกใหม่ยังไม่มีทะเบียนอีกตะหาก)
แล้วเราก็ได้ถ่ายรูปกันครบองค์ (เท่าที่เหลืออยู่) ซะที





จากนั้นก็แยกย้ายกันจริงๆ ไปตามกลุ่มใครกลุ่มมัน...พวกเรา 11 คน ตกลงที่จะไปคาราโอเกะกัน
เรากับต้นแล้วก็พี่วิไปเอารถที่จอดไว้ด้านหลังตึก (ที่เหลือมันจอดด้านข้างกันหมด) ระหว่างนั้นอีต้นก็ดิ้นๆ จะให้เราถ่ายรูปให้
สุดท้ายก็เลยต้องอ้อมรถมาหน้าคณะกันเพื่อไปถ่ายรูปให้มัน..ช่างกล้ายิ่งนัก แต่เอาเถอะวันสุดท้ายแล้ว เขาคงจำหน้าพวกเราไม่ได้หรอก  ฮ่าๆๆ

แล้วก็ไปร้องเกะกันที่ร้าน Core Song ข้างมอ. เป็นการร้องเกะที่ถูกที่สุดตั้งแต่ร้องมาเลย หารแล้วตกคนละ 36 บาทเอง
ร้องกัน เต้นกันอย่างสนุกสนาน...แบบว่าโคตรเหนื่อยเลย ใครแม่งจัดชุดนี้มาวะ กดซะเพลงเพลงเร็ว เต้น แรง ทั้งนั้นเลย
มีได้พักยกแค่ตอนร้องเพลง Lucky ของบริทนี่ย์เท่านั้นแหละ  แล้วก็ต่อยกสองกันต่อเลย  ขนาดอยู่ห้องแอร์แต่เหงื่อออกเนี่ย -_-"
ถ่ายรูปกันไว้ด้วย ไม่รู้จะหลุดขนาดไหน ยังไม่ได้เห็นเลย อยู่กล้องีตั๋งเนี่ย

พอเกือบๆ ห้าทุ่มก็แยกย้ายกันกลับ  ปอยกับไก่ก็กลับมานอนหอเรา
พอตอนตีหนึ่งกว่าอีต้นก็มาเคาะประตูห้อง ตอนแรกนึกว่ามาเอาของที่ฝากไว้
ที่ไหนได้เสือกมานอนด้วยซะงั้น เออ..ตามสบาย แต่เตียงเต็มแล้วว่ะ มันก็เลยต้องนอนพื้นไปตามระเบียบ ฮ่าๆๆ




ขอบคุณวันเวลา 4 ปี  กับความทรงจำที่มีค่าสำหรับเรา มีทั้งเรื่องสุข ทุกข์ สนุกสนาน ที่พวกเราก้าวผ่านมาด้วยกัน

ขอบคุณโชคชะตา  ที่ทำให้เราเปลี่ยนลำดับการเลือกยื่นคณะ จากเดิมจะไว้อันดับสอง..เลื่อนมาเป็นอันดับแรก  แปะรหัสคณะก่อนเข้าไปยื่นสิบนาที  ไม่อย่างงั้นเราคงไม่ได้เจอเพื่อนของราทั้งหลาย

อีต้น  เพื่อนคนแรกที่เรารู้จัก  เพื่อนคนแรกที่เราไปไหนมาไหนด้วย  เพื่อนที่ทำให้เราได้มารู้จักกับทุกคน  เพื่อนที่ช่วยเหือเราทุกอย่างที่มันทำให้ได้  เพื่อนที่เสียสละเพื่อทุกๆ คนในเซค  เพื่อนที่กัดกับเราได้สนุกสนานที่สุด  เพื่อนที่รู้ทันเราและเรารู้ทันความคิดมัน  เพื่อนที่เราสนิทที่สุด(จริงๆ..แกคงไม่รู้หรอกใช่มั๊ย ว่าฉันน่ะรักแกมากที่สุดในเซคเลยนะ)

ตั๋ง  เพื่อนที่ทะลึ่ง..แต่เราก็ทันมันอยู่ดี  เพื่อนที่สรรหาเรื่องสนุกๆ มาฝาก  และเพื่อนที่โกหกหน้าตายที่สุด

เป้  เพื่อนที่ช่วยสารพัดอย่าง  ไม่ว่าจะช่วยทำงาน  ช่วยหาเล็คเชอร์มาให้อ่านเมื่อจะสอบ  ช่วยปิดเรื่องตามเอสเจ  และเป็นคนที่ทำให้เราได้รู้จักกับเมดของเรา

ปอย  เพื่อนที่ร่วมกันทำโปรเจ็ค ต่อสู้กับความสับสนและหงุดหงิด และอดทนกับมันมาด้วยกัน เพื่อนที่ไปทำธุระเป็นเพื่อนกับเราแทบทุกครั้ง เพื่อนที่ห่วงใยดูแลกัน

หนิง  เพื่อนที่คอยกระตุ้นให้เราอ่านหนังสือตอนจะสอบใบประกอบวิชาชีพ  เพื่อนที่ห่วงคนอื่นๆ และคิดมากแทนคนอื่นๆ เพื่อนที่ไม่รวยเงินทองแต่รวยน้ำใจ

อ๊อฟ  เพื่อนที่ทำให้พวกเรามีเรื่องล้อได้ตลอด  เพื่อนที่ขยันให้พวกเราลอกเล็คเชอร์ตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสาม  เพื่อนที่ร่วมก๊วนหัวไวด้วยกัน

ฝิ่น  เพื่อนที่ช่วยเหลือหลายเรื่อง

ไก่  เพื่อนที่สรรหาเรื่องมาให้ทั้งขำและขำไม่ออก

พี่วิ  เพื่อนอีกคนที่ร่วมฝ่าฟันมหาสมุทรโปรเจ็คมาด้วยกัน  เพื่อนที่คอยรับส่งเราตลอดช่วงปีสี่

พี่แนน  เพื่อนที่ทำให้พวกเราล้อเล่นสนุกสนานกันน่าดู

เพื่อนทั้งสิบคน  ที่ทำให้เรามีความทรงจำดีๆ มากมาย..ไม่ว่าจะยามสุข ยามทุกข์ หรือยามเศร้าใจ ก็จะคอยอยู่เคียงข้างกัน  ร่วมฝ่าฟันเหตุการณ์ต่างๆ มาด้วยกัน  ร่วมกันทำกิจกรรมมากมาย  และเมื่อพูดถึงเรื่องกิน..อีกลุ่มนี้แหละ น่ากลัว สายแข็งกันทั้งนั้นเลย

นอกจากนี้ยังมี  เจี๊ยก ฟิล์ม กิ๊ก  ที่ร่วมขบานการบ้าผู้ชายด้วยกัน (ตั้งแต่จูเนียร์ จนมาถึงเอสเจ)

อีกคนที่ขาดไม่ได้--แพร์  มายเมดนั่นเอง  ที่มาอยู่หอด้วยกันมาสองปีกว่า  แต่รู้จักกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งเพราะความโก๊ะของมันที่เข้าเรียนอังกฤษผิดห้อง (มานั่งห้อง MT แทนห้อง CVT) เลยทำให้เรารู้ว่าบ้าจูเนียร์เหมือนกันนี่หว่า แล้วก็บ้าวงเดียวกันด้วย  หลังจากนั้นเราก็ไปตามจูเนียร์ด้วยกันมาตลอด  จนกระทั่งเริ่มมาบ้าเอสเจ เราก็ยังตามมาบ้าด้วยกัน  แม้จะไม่ได้ไปตามด้วยกัน แต่เราก็พลัดไปตามกันคนละวัน (ตามที่สะดวก)  เพื่อนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ร่วมบ้า  ร่วมฮา  เล่นสนุกด้วยกัน  และคาดว่า...เราคงจะบ้าไปด้วยกันอีกนาน  เจอกันที่กรุงเทพนะมายเมด..แล้วเราจะไปดู Go go~ ด้วยกัน  ^o^

น้องบอม..น้องด๊อง

เอาวะ..ไหนๆพี่หนูก็ฝากความหวังไว้ที่เราแล้ว  งั้นเราก็จะอัพก็แล้วกันนะ
ตอนแรกกะไม่อัพ เพราะว่าตอนนั้นไม่มีเนต (ตอนนี้ก็เริ่มลางๆล่ะ จำไม่ค่อยได้)
แต่เพื่อระลึกถึงน้องบอม...ไอ้เด็กแก้มปริของพี่ ทำให้พี่ปลื้มยิ่งนัก พี่จะอัพ >w<



29 Jan 07

เวลาเย็นๆ ที่รัก (ฝนกับคุณนายโอ้) ก็โทรมาหา...ถามว่าจะลงกรุงเทพมั๊ย หาบัตร SEED ให้ได้แล้ว
แต่ด้วยความที่ว่าตัดใจแล้ว เนื่องด้วยมีฝึกงานและไม่มีรถลงที่เวลามันพอดีดูคอน เลยปลง(มาหลายวัน)
ถึงกระนั้น กิเลสก็ยังคงหนาอยู่ ทำหน้ามุ่ยนั่งขบคิดไปเรื่อยๆ สุดท้ายโทรถามโอ้
ปรากฏว่าโอ้บอกรถตู้เต็มแล้ว อี่นี่ก็สลด ปลงหนักกว่าเก่าอีก (เออ..งวดนี้กูไม่มีบุญ)
ตกดึกโทรเม้าท์กับพี่เจี๊ยบ เจ๊แกก็บอกลงมาเลยๆ ลงมาพรุ่งนี้เลย มีอัดทไวไลท์ตอนเช้าวันที่ 31
ก็บอกเจ๊แกไปว่า ไปไม่ได้ ก็รถตู้เต็มนี่..แต่พี่เจี๊ยบบอกว่าไปเบียดกับเจ๊แกกับพี่นุ่น เพราะคันเดียวกัน
อีนี่เลยตกลงปลงใจ ขอลางานลงมาทำธุระสำคัญ(ตามล่าน้องบอม)
ในระหว่างที่ยังไม่ลงมา ก็คอยโทรหาพรรคพวกเป็นระยะเพื่อรับข่าวสารเพิ่มเติม (ฟังไปก็ alert ไป)



30 Jan 07

สายข่าว (ฝนและคุณนายโอ้เช่นเดิม) รายงานว่า
"แก๊~ ไม่ไหวแล้วน้องชายเธอน่ะ มันยิ้ม มันเล่นกับแฟนๆ มันนั่งมาข้างด๊อง"
อีนี่ถึงกับสติแตกเลยทีเดียว ได้ยินอะไรบอมด๊องๆ ก็ถูกใจหลายอยู่แล้ว
นี่มาเจอบอกว่าน้องชายยิ้ม...โฮกกกกกกกกกก ไม่ลงไม่ได้แล้วเฟร้ยยยยยยย
แบบว่าสติหลุดลอยไปแล้ว งานเลี้ยงที่ห้องแลปไม่ทำให้เราหายคลุ้มคลั่ง
เอาแต่นั่งคิดว่าจะไปยังไงดี เพราะขอลาแค่วันเดียว จะนั่งรถหรือจะนั่งเครื่อง
สติสตังไม่อยู่กับตัวแล้ว เครียดไปหมด ยังคิดไม่ตก เหอๆ



31 Jan 07

สรุป..เราก็เดินทางด้วยรถทัวร์ ระหว่างนั่งรถก็โทรเม้าท์กับเมดซะหน่อย
มันบอกว่ามันไม่ได้เข้าไปอัด แต่แค่นี้ก็คุ้มล่ะ
(ไม่คุ้มได้ไงวะ ไปอยู่แถวห้องแต่งตัว เดินผ่านไปผ่านมา โฮกกกกกกก)
หลังจากนั้นก็ปิดเครื่อง จน 5 โมงเย็นโทรบอกพ่อว่าเลิกงานแล้วนะ (เดี๋ยว)แบตจะหมด แค่นี้นะ
(ไม่ได้โกหกแต่อย่างใด...เวลาน่ะเลิก แต่ตัวลูกน่ะเลิกก่อนเวลา เหอๆ)
กว่าจะลงไปถึงหมอชิตแล้วต่อ MRT อีกก็สามทุ่มกว่าล่ะ
ก่อนไปรถไฟใต้ดินก็แอบไปอ้วกก่อน เมารถสุดๆ อ้วกจนมีเลือดออกมาด้วยนิดนึง ToT
พอไปถึงสวนลุมไนท์..พี่นุ่นก็โทรมาหา ไอ้เราก็นึกว่าเป็นห่วงเรา
ที่ไหนได้..เจ๊แกบอกว่าหาของกินให้ด้วยนะ แล้วเจอกันที่รถ
ให้ตายเถอะ เดินหาของกินให้เจ๊ๆ กว่าจะได้ตามต้องการ (ทีหลังพกเซเว่นติดตัวเลยนะเจ๊)
แล้วต้องมาตามหารถอีก กว่าจะเจอรถ  -_-"  เจอคนขับรถก็เท้ากระดิกล่ะ กวนตีนโคตร
สรุปแล้ว งานเลิกทุกคนกระโดดขึ้นรถ..เพื่อไปส่งอีทึกกี้ตามคำสั่งฝนจังมัน
แต่ว่าลุงคนขับก็คงจะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง  คงไม่เข้าใจพจนานุกรมคำว่า ตาม ของพวกเรา
ลุงถึงได้ขับรถแค่ร้อยเดียว ในขณะที่หงษ์ทองขับร้อยสี่สิบ (พ่อเมิง..ช้าหน้าก็ตามไม่ทันหรอก)
สรุปคือไปส่งทึกกี้ไม่ทัน  ไอ้ฝนจังเฟล..เฟลอย่างแรง เครียดถึงขีดสุด (ลุง..ตายยยย)
แล้วที่กวนไปกว่านั้น คือลุงคนขับสือกเหยียบร้อยหกสิบออกจากสุวรรณภูมิ เพื่อ????
ลุงแม่งกวนตีน ทีให้เหยียบคันเร่งเสือกเหยียบเบรค พอเวลาไม่ต้องตามก็เสือกเหยียบคันเร่ง
ในที่สุดก็ตกลงใจกลับไปดุสิตกัน ไปก็ไปนั่งเม้าท์ เดินหาของกิน และตบท้ายที่นั่งคุยกับน้องอีกกลุ่ม



1 Feb 07

แล้วทุกคนก็เข้าสู่ห้วงนิทรา ปล่อยให้เรากับโอ้ผวากันอยู่เรื่อย เพราะรถตำรวจนำขบวนนั่นแหละ
เดี๋ยวก็ขับวน เดี๋ยวก็ไปจอดหน้าประตูโรงแรม อีนี่ก็โรคจิต..กลัวโดนหลอกแบบตอนตาม JR
สรุปว่าทั้งคืน เราก็ได้นอนไปแค่ 15 นาที ตอนตีห้ากว่าๆ แล้วก็ตื่นเฝ้ารอดูว่ามันแอบหนีรึป่าว
น่าโมโห สั่งให้ลุงตั้งลำรถพร้อมออก ลุงก็ไม่ทำ แล้วบอกว่าถอยออกแป็บเดียวเอง
ที่กลัวน่ะ..ไม่ใช่เรื่องถอย แต่กลัวทุกอย่างเพราะเป็นลุงนั่นแหละเฟร้ยยย เต่าเรียกทวดเลย ช้าโคตร
และด้วยความที่กลัวจะพลาด ช่วงครึ่งชั่วโมงที่ไปเติมน้ำมัน (ปั้มเดิมกับตอนตาม JR ที่ สุโขทัย)
และเห็นว่ามีรถนำขบวน นำออกไป..แต่มองไม่ทันว่าในรถมีใครบ้าง
เราก็เลยเดินไปถาม รปภ. ถามเขาดีๆ เขาก็ตอบนะ เหมือนตอนแรกเขาไม่กล้าตอบ
แต่หลังๆ เขาก็บอกนะ..บอกเท่าที่เขารู้อ่ะ 
เขาก็บอกว่าพวกนั้นยังไม่ออกมาหรอก  แต่เดี๋ยวก็ออก ออกประตูที่เขายืนอยู่นี่แหละ
แต่ไม่รู้ว่าจะออกเมื่อไหร่ก็เท่านั้นเอง

ระหว่างที่รออยู่นั้น ประมาณ 7 โมงเช้า..จู่ๆรถนำขบวนก็มาจอดเทียบท่า
อีนี่ก็เต้นเลย..แม่งต้องเตรียมหนีแล้วแน่ๆ (ยังระแวงไม่หาย) รีบโทรจิกสองเจ๊มา
ปรากฏไม่มีอะไรเกิดขึ้น รถนำขบวนนำขบวนคนอื่นไม่ใช่ไอ้พวกลิงทั้งหลาย
หลังจากบ่นๆ ให้แม่งตื่นกันซะที (พี่หิวแล้วนะโว๊ยยยยย) ก็เลยไปเดินหาอะไรกิน
แล้วก็ได้อีแตะหนีบมาคู่นึง (ค่อยวิ่งตามสบายหน่อย) แล้วก็ข้าวเหนียวหมูปิ้งแสนอร่อยจากพี่เจี๊ยบ
แล้วเราก็ซื้อซาลาเปา หมั่นโถว ไปให้ที่รักทั้งสองกิน นั่งกินกันหน้าโรงแรมนั่นแหละ (อร่อย)
หลังจากนั้นพี่เจี๊ยบกับเราก็ไปหาพี่อุ๋ย ให้พี่อุ๋ยพาไปซัมแวร์
นั่งอยู่ลมโกรกฉิบหายเลย (สระน้ำแม่งเล็กกว่าที่สุโขทัยอีกอ่ะ ไม่น่าลงล่นได้หรอก)
แต่จู่ๆก็มีคนโทรเข้ามา เรากับพี่เจี๊ยบก็เลยรีบลงไปสแตนด์บายที่รถ แล้วเป็นไง? (ไม่มีอะไรเลย)
เรากับโอ้ก็เลยไปหาที่เปลี่ยนเสื้อกัน ไปห้องน้ำที่น่ากลัวๆนั่น มีคนไปวางระเบิดหรือไงก็ไม่รู้แม่งไม่ออกซะที
สุดท้ายเลยตัดสินใจ โอ้เข้าโรงแรมเถอะแก๊..ก็เลยเข้าไปกันสองคน
ซิเคียวก็ถามว่าจะไปไหนครับ ก็ชี้ว่าจะไปหาอะไรนั่งทาน (แต่เราทานไม่ลงว่ะ กลัวอ้วก เลี่ยนแน่ๆ)
สุดท้ายเลยปล่อยให้โอ้สั่ง เรานั่งเป็นเพื่อน (คนดีจริงๆ) แล้วระหว่างรอก็ไปเปลี่ยนเสื้อกัน
เปลี่ยนเสร็จก็ออกมานั่งทานกัน โอ้ก็เล็มไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆพี่นุ่นก็โทรมาถามอยู่ไหนกัน
ก็อยู่ในโรงแรมอ่ะเด่ะพี่ นั่งกินอยู่เนี่ย(เพื่อเปลี่ยนเสื้อ)
พี่แกเลยบอกอยู่ในนั้นแหละ รอดูความเคลื่อนไหวด้วย เดี๋ยวข้างนอกจะดูให้เอง สแตนด์บายไว้ละกัน
ตอนแรกก็เหมือนจะมีพวกการ์ดลงมาเดินๆแถวข้างล่างอยู่ อีนี่ก็เริ่มคิดว่าออกทางนี้แน่ๆ
แต่สงสัยคนเยอะมั้ง แม่งข่าวที่ว่าจะไปนู่นจะไปนี่..ไม่จริงสักเรื่องเลย (มันออกกันไม่ได้นั่นเอง)
หลังจากโอ้กินเสร็จ เราก็ต้องไปหาอะไรกินต่อ (เพื่อนั่งแช่) เราก็เลือกอะไรมาไม่รู้จำชื่อไม่ได้
รู้แต่ว่าสำหรับเราวันนั้นมันโคตรเลี่ยนเลย กินไปได้ครึ่งนึง มูสอีกครึ่งถ้วยโอ้ต้องนั่งเล็มให้
แล้วเราก็เลยเดินไปนั่งคุยกับพี่จุ๊สักครู่ใหญ่ๆ (เจอกันทุกงาน ตั้งแต่ตาม JR ยัน SJ)
สุดท้ายพี่เจี๊ยบกับพี่นุ่นก็ตามมาสบทบ นั่งกินด้วยอีกสองคน ส่วนที่เหลือมันวนรถออกไปที่อื่น
ก็นั่งพูด นั่งบ่นกันไปเรื่อยๆ ได้ฟิครั่วๆระหว่างไม่ได้เจอผูชายออกมาเรื่องนึงเลยทีเดียว (คิดกันไปเอง)
จนกระทั่งเกือบๆ บ่ายสองพี่เขาก็เชิญออก เลยคิดว่าต้องมีอะไรแน่ๆ พี่หน้าลำบากใจที่จะพูด
เราก็ไม่ว่าไร หนาวเฟร้ยย อยากออกแล้วเหมือนกัน ติดที่ว่าภารกิจค้ำคออยู่




ระหว่างที่รออยู่ข้างนอก จู่ๆก็มีลิงตัวนึงออกมาตรงชั้นลอย (เขาเรียกแบบนี้ป่าวฟระ?)
ทุกคนก็กรี๊ด  แต่อีนี่เสือกขี้เกียจเบียดก็เลยอยู่ข้างล่างแล้วซูมเอา เสือกโง่วิ่งอ้อมอีกนะเห็นคนเยอะไง
เอาเป็นว่าอีด๊องน่ารักโคตร เห็นแล้วพี่สาวใจละลาย..แบบนี้ไม่ให้น้องฉันหลงแกได้ไงวะ
ตลกดี ตอนแรกเราก็ว่าเราเห็นลางๆว่าด๊องนะ ไอ้โอ้บอกว่าน้องแป้งๆ ก็กรี๊ดๆกัน
วิ่งไปสักนิดอ้าวด๊องตะหาก เรานี่ก็ไอ้โอ้..ฉันก็ว่าฉันเห็นด๊องนะแก เหอๆ เสียเส้นหมด
ยังคุยกันอยู่ น้องคะโดดมาเลยค่ะน้อง..พวกพี่รอรับอยู่  ฮ่าๆๆ
สักพักด๊องก็เข้าไปข้างใน ก็เลยพูดกันว่ายังดี ที่ทำให้รู้ว่ายังมีชีวิตกันอยูในโรงแรม
ระหว่างที่คุยกันเพลิดเพลินอยู่นั้นความระแวงก็เกิดขึ้นอีกระลอก
ไม่ใช่ว่าเอาด๊องมาล่อ แล้วอีกแปดตัวที่เหลือขึ้นรถข้างล่างแอบออกไปแล้วนะ เหอๆ
หลังจากป้วนเปี้ยนไปเรื่อยๆ ก็มีออกมาตรงระเบียงชั้นดาดฟ้าอีก ไกลฉิบหายคอนแทคก็ไม่ได้ใส่
แต่ถ้าเห็นไม่ผิด มีน้องบอมออกมาด้วยล่ะนะ แล้วก็เฮียฮัน (นี่กูลาลงมาเพื่อแหงนคอรึไง)
แล้วสักพักน้องสะใภ้ก็ออกมาอ่อยค่ะ เดินออกมาหน้าระเบียงห้องมัน เดินออกมาแปรงฟันโชว์ (เพื่อ?)
เดินเข้าๆ ออกๆ สนุกสนานอีด๊องมันนักล่ะ (พี่ไม่หนุกเฟร้ย เมื่อยคอ ลองมาเป็นกรูบ้างซิฟระ)
แล้วก็มีชอตให้พวกเรากรี๊ด เมื่อด๊องมันแหงนคอขึ้นไปคุยกับ(น่าจะ)บอมที่อยู่บนดาดฟ้า
อีนี่ ไอ้ฝนกับคุณนายโอ้ก็ หึหึหึ...สติแตกค่ะ  >w<
คงเล่นจนเหนื่อย มันก็หายหัวกันไปหมดเลย...เราก็เลยเดินกลับรถกัน

หลังจากนั้นรถหงษ์ทองก็มีอาการทำให้เราไม่วางใจ (แต่ก็ยังไม่มีวี่แววพวกมัน)
เราไปบอกลุงคนขับ ลุงแม่งก็บอกไม่ต้องกลัว ทันๆๆ (ทันเชี่ยคลานอ่ะซิไม่ว่า อีลุงบ้า)
ลุงแม่งก็จะไปแต่สุวรรณภูมิอย่างเดียว บอกว่ามันยังไม่ไปก็บ่นๆๆ กวนตีนโคตร -"- (จ้างมาขับตาม ไม่ใช่มาบ่นแล้วคลานตามโว๊ย)
ตอนแรกเราก็พูดกับลุงดีๆ บอกลุงคะวันสุดท้ายของพวกหนูแล้ว ช่วยเหยียบให้สุดๆเลยนะคะ
ลุงแม่งก็พูดมาได้ ว่าให้ขับเร็วเท่ารถขบวนมันอ่ะนะ ไม่ไหวล่ะ ไม่ไหวหรอก (เข้าใจคำว่าตามมั๊ยวะไอ้ตาแก่)
เราก็เลยเถียงเลย ตามได้ซิลุง ถ้าลุงเหยียบให้ทันอยู่ในขบวนอ่ะ ตามรถนำขบวนไปอ่ะทันอยู่แล้ว พ่อหนูยังขับมาแล้วเลย
แล้วลุงพูดไรมาอีกไม่รู้ อีนี่ก็เถียงไม่สนใจ ไม่แคร์แม่งแล้ว ไม่ใช่ญาติกูไม่เกรงใจแล้ว พูดจากวนตีนโคตร
แล้วเราก็หันไปมองหน้าน้องๆ หน้าตาเซ็งโลกกันทั้งนั้น (กูก็เซ็งไอ้แก่เชี่ยนี่เหมือนกัน)


 

รำคาญลุง เราก็เลยลงจากรถ นั่งอยู่ก็เมื่อยตัว กูยอมยืนเมื่อยขาดีกว่า
ส่วนฝนไปนั่งเม้าท์กับอากิเรื่องทึกกี้ เราก็ไปเอามือฝนมันมาเป็นพรีเซนเตอร์
ถ่ายรูปของที่จะให้ the best couple คู่โอนลี๋ของพวกเรา
มันเป็นข้อมือคู่..ด้านหน้าเป็นชื่อของบอมอันนึง ด๊องอันนึง
แต่ด้านหลังมันต้องเอามาประกบกันถึงจะอ่านได้ว่า LOVE โฮะๆๆ (ความคิดที่รักฉันดีเลิศ)
ว่างไง ไม่มีอะไรทำ..เลยถ่ายรูปไว้ก่อนที่จะฝากน้องของฝนอาเข้าไปให้พวกมัน

หลังจากรอกันเป็นเวลานานมันก็เหมือนจะมีกระแสอีก ด้วยความอยากรู้เล่นน้ำอยู่ป่าววะเลยเข้าไปอีกรอบ
แต่ก็ต้องไปลงเอยด้วยการนั่งกินน้ำฆ่าเวลา ชาเปปเปอร์มิ้นต์โอ้เหมือนของที่สวิสเลยว่ะ
เราก็น้ำแตงโมปั่น ส่วนฝนก็คุยโทรศัพท์ต่อไป..หลังจากกินเสร็จ เราก็เลยลากโอ้ไปกดเงินเป็นเพื่อน
เตรียมตัวหาทางกลับไปฝึกงานต่อแล้ว จองตั๋วเครื่องบินกั๊กไว้ก่อนเผื่อไม่ทันรถทัวร์รอบสี่ทุ่มครึ่ง
หลังจากนั้นก็ไปยืนส่องมันกันต่อ จนเราตัดสินใจจะกลับไปรอที่รถกันแทนดีกว่า
พอกลับไปที่รถ เราก็ทนไม่ไหวแล้ว..หันไปบอกฝนกับโอ้ว่า นั่งแท็กซี่ตามมั๊ย? ขืนไปกับลุงอกแตกตายแน่
ตอนแรกก็ลังเลๆกัน เราก็บอกไม่เป็นไร เราออกให้ก่อนได้ กดเงินมาแล้ว..เตรียมกลับแล้ว
เริ่มจะปลงนะ แต่ว่าใจเราอ่ะคิดว่าขอให้เจอให้คุ้มกับที่ลงมาหน่อยจะได้มั๊ย แค่สักห้านาทีก็ยังดี ขอชัดๆหน่อย ไม่ใช่แหงนมอง
สุดท้าย เราสามคนก็ตกลงว่าเอาวะ แท็กซี่ก็แท็กซี่ มันเป็นการเสี่ยงที่น่าจะดีกว่าไปกับลุง
เราก็เลยไปเอากระเป๋าลงจากรถกัน ลุงแม่งก็เข้ามาพูดทันทีว่าเอาของลง (เหมือนหนีเขา) แล้วเงินค่าจ้างล่ะ
เราก็เลยตวาดใส่ลุงเลยว่า (คนยิ่งรีบๆอยู่) เดี๋ยวน้องเขามา น้องยังไปอยู่ เดี๋ยวน้องมาเคลียร์
แล้วเราก็ไม่สนใจลุงเวรนั่นอีกต่อไป กะว่าเดี๋ยวค่อยเคลียร์เรื่องเงินกันอีกที (แต่เราออกค่าน้ำมันไปแล้ว)
กระเดงๆ กระเป๋าไป  จนพี่การ์ดมาตกลงว่าให้นั่งลงนะ แล้วจะให้พวกเขาออกมาทางนี้ เราก็ตกลง
สั่งไรมาเราก็เชื่อหมดล่ะ เพราะว่าเมื่อก่อนที่ตาม JR ถ้าทำตามที่ขอได้เขาก็ให้เราเจอจริงๆ
แต่มันก็มีคนที่ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องอยู่ดี แค่คำว่า นั่ง ยังฟังไม่รู้เรื่อง ชาตินี้จะทำอะไรกินวะ
จนกระทั่งพวกนั้นใกล้ออกมา พวกต้นทางข้างหน้าแม่งก็ยืนขึ้นมา..เราก็บ่นว่าจะยืนทำไมวะ
ไอ้ฝนนี่ได้ใจมาก แม่วีนแตกเลย ตะโกนบอกเด็กในชุดนักเรียนให้นั่งลง ว่าซะ..หึหึ
แล้วพี่การ์ดก็สั่งให้ทุกคนนั่ง หลังจากได้ยินไอ้ฝนมันวีน (กูสะใจ ไม่ใช่ไร แม่งฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง)


 


สุดท้ายพวกนั้นก็ออกมา พี่การ์ดบอกจะให้เดินช้าๆ...พี่คะ ช้าฉิบหายเลย ชึ้บๆๆ ขึ้นรถเลย จ้ำเอาๆ
แต่ก็ได้อยู่ข้างรถกันนานอยู่นะ  ทำให้ละลายและตายไปเลยได้อ่ะ
พี่อู๋..เล่นคฑาอีกแล้ว น่ารักว่ะ...พี่อู๋น่ารักจริงๆนะ  เฮียฮันก็ดูดี (จะใส่แว่นทำไมเฮีย มึดแล้ว)
มาคราวนี้ไม่ค่อยอะไรกับน้องแป้ง น้องไม่น่าปลื้มว่ะงวดนี้ (ไม่ใช่ target เราในรอบนี้)
ใครขึ้นก่อนอะไรจำไม่ได้ รู้แต่กล้องเพื่อนเราแม่งแฟลชกับชัตเตอร์ไม่สัมพันธ์กัน กดไม่ลงซะที
ไม่อย่างงั้นคงได้รูปมาเยอะกว่านี้อ่ะ แต่ก็ยังดีได้มาตั้งหลายรูป (ขอบคุณนะเพื่อนเลิฟที่ช่วยส่งเสริม)
เราก็ไม่สนใจอะไรแล้ว น้องบอมนั่งปุ๊บ คนแตกตื่นไปยืนข้างรถแล้ว เราก็ไปยืนหน้าน้องบอม
น้องก็ยิ้ม ก็บ๊ายบาย น่าร๊ากกกก (เมมด้วยสายตา กล้องไม่เอื้อ) กำลังจะคิดเดินไปดูคนอื่น
แต่จู่ๆบอมมันก็เอามือขึ้นมาทาบกระจก โป๊ะ อีนี่ถึงกับตกใจ เพราะน้องหันไปแล้วหันกลับมาโป๊ะกระจกไง
เอาเลยค่ะ อีนี่ไม่ไปไหนแล้ว เฮียฮันก็ไม่สนแล้ว สิงสถิตอยู่กับน้องชายกูนี่แหละ
เอาใจพี่ไปทั้งดวงเลยน้องงวดนี้อ่ะ ยิ้มแบบนี้เยอะๆนะน้อง พี่ชอบ..เอาผีคิมคิบอมออกไป เหลือแต่คิบอมคนเดิม ^_^



สักพักคนเริ่มกรูมาฝั่งบอมเยอะ เราเลยตัดสินใจเดินไปดูหน่อยว่าฝั่งนู้นมีใครบ้าง
ก็เจอน้องโจ..โอ้ววว น้องน่ารักดีนะ พอจะถ่ายรูปน้องแม่งหันข้างพอดี เลยได้แต่ชอตนี้มานั่นแหละ
แล้วก็เห็นตาหมอนมันอยู่ด้านหลัง เออ..หมอนก็ก็ดูโอเคนะ แต่หัวแปลกๆว่ะ เอาเถอะยังดูดีอยู่

หลังจากนั้นก็จะเดินกลับไปหาบอมเมื่อรใกล้เคลื่อนตัว (ฝั่งนี้ไม่มีนัยสำคัญสำหรับเรา)
ระหว่างจะเดินกลับไป น้องแป้งแม่งก็ชะโงหน้าออกมามอง ไปนั่งทำไมตรงนั้นวะ ไม่นั่งข้างหน้าต่างล่ะ
แต่เอาเถอะเราใจอยู่กับอีกฝั่งมากกว่า ก็เลยเดินกลับไปถ่ายบอม ไปยืนดูน้องเราต่อ
แล้วพอรถเคลื่อนตัวออกไปใกล้ถึงประตู เราก็หาฝนกับโอ้ไม่เจอ แบตก็หมด วิ่งไปหาแท็กซี่ยังไม่มีมา
เลยกลับไปวนหาๆ ตรงที่นัดไว้เผื่อพลัดกันอีกที จนกระทั่งเจอฝน..มันก็สั่งให้ไปหารถ เดี๋ยวมันไปตามหาโอ้เอง
รถแม่งก็ไม่ค่อยจะมี  ดีว่ามีคนนึงหลงมาพอดี เราก็คนเลวเต็มที่เดินขึ้นไปอยู่หน้ากลุ่มที่รออยู่
แต่กลุ่มนั้นไม่ได้โบกคันนี้ไง แล้วเราเห็นผู้โดยสารด้านหน้าทำท่าจะจ่ายเงินแล้วลง
เราก็เลยไปเปิดประตูหลังเลย เขาก็ตกใจว่ะ..เราก็ปิดประตู ฝนมันก็เดินมาพอดี แล้วเขาก็จ่ายเงินพอดี
เราก็กระชากประตูเข้าไปนั่งเลย แล้วบอกว่าพี่ตามรถบัสคันนั้นไป  ตอนแรกพี่แกก็ไม่ยอม
เราก็อ้อนๆพี่เข้าไป ช่วยกันอ้อน (ไม่รู้ล่ะ กูไม่ลงจากรถแน่ๆ เสียฤกษ์หมด)
พอเราขึ้นรถกันจะครบสามคนก็มีน้องอีกสองคนบอกขอไปด้วย เอาเลยน้อง โดดขึ้นมาเลยเร็วๆ
แล้วก็ออกรถตามไป ถึงแม้จะเสียจังหวะทิ้งห่างไปหน่อย  แต่พี่ก็ขับดีกว่าอีตาลุงนั่นเยอะ
โทรหาอากิ เลยรู้ว่ามันไปสยามนิรมิต...เลยตามกันไป พอถึงทีก็ตกลงใจเหมารถแท็กซี่ไปแอร์พอร์ตด้วยเลย
เรียกเท่าไหร่ก็เอาล่ะวะ ยอม..แบบว่าขับได้ใจมาก ทั้งแซง แทรก ปาด เร่ง....สุดตรีนนนนน
ระหว่างนั่งตามอยู่นั้น ฝนก็เล่าเรื่องพัดโอ้ให้ฟัง  โอ้วแม่เจ้า~ กูกรี๊ดดดดดดด!!!!
มันบอกว่า มันแย่งพัดโอ้มาถือ แล้วยื่นๆไปตรงข้างหน้าบอมแล้วชี้ๆให้บอมดู บอมมันก็ป้องๆหน้าก้มลงดู แล้วยิ้ม
ให้ตายเถอะ ไม่ให้กูกรี๊ดได้ไงวะ ก็พัดไอ้โอ้มันเป็นรูป บอม*ด๊อง ชอต snow dream อ่ะ >w<
กรี๊ดดดดดดด ไม่ไปเรียกน้องสะใภ้มานั่งด้วยวะไอ้น้องชาย เขี่ยพี่อู๋ทิ้งไปเถอะพี่ไม่ว่า ^^"




ระหว่างที่มันเข้าไปกิน ไปดูการแสดง...เราก็สัมพะเวสีกันอยู่แถวนั้นแหละ 
พอดีนึกขึ้นได้ว่าออมมันบอกว่าถ้ารู้อะไรคืบหน้าโทรบอกมันด้วย แต่พอดีแบตเราจะหมด
แล้วก็ตอนที่ดุสิต สติเราแตกไปแล้วไง เจอน้องชายยิ้ม..โอ้วว พี่คุ้มค่าแล้วน้องที่ลงมาเที่ยวนี้
เราก็เลยโทรไปบอกออมว่าตอนนี้มันอยู่สยามนิรมิตกันอยู่ ออมมันเลยแต่งตัวออกจากหอมา
ไม่น่าถึงครึ่งชั่วโมง ออมมันก็เดินมาสะกิดเรา..ได้ข่าวว่าชอบมิกกี้ แต่มึงมาหาลิงๆเร็วได้ใจมากออม
แล้วเราก็โทรไปวานพี่หนู โทรเช็คเที่ยวรถรอบสุดท้ายให้ (คัมซา มากมายเลยค่ะคุณพี่) เลยรู้ว่าดึกสุด 5  ทุ่ม
ยืนรอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันออกมากัน..
คนแรกที่ออกมาแม่งหล่อ เรานึกว่าน้องแป้ง กดแชะไปเต็มที่..แม่งแมนเนเจอร์คนใหม่นี่หว่า




เฮียฮันออกมา พี่อู๋ออกมา (บ๊ายบายน่ารักอีกแล้วพี่อู๋) ด๊องออกมา ทุกคนออกมาอย่างเร็ว
จู่ๆกล้องแม่งก็ดื้อ ไม่เป็นใจ..ได้มาแค่รูปเดียวคือบอม เนื่องด้วยน้องเดินคนสุดท้าย
แล้วเราก็เพิ่งฉลาดว่า ทำไมกูไม่ถ่ายคลิปไว้วะ ถ่ายรูปทำไม? แสงก็ออกจะสว่าง เห็นชัดอยู่แล้ว
ทุกอย่างก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว เหอๆ...เราก็เลยวิ่งไปที่ข้างรถอีกรอบ
แต่ว่ารอบนี้ฝั่งบอมคนเยอะ เราก็เลยตัดใจไปอีกฝั่งแทน (ก็คนน้อยกว่านี่นา)


 

ใครเดินขึ้นมาบ้างไม่รู้ล่ะ ไม่ทันดู ไม่ทันสังเกต...แล้วจะได้ว่าจะถ่ายพี่อู๋หรือด๊องนี่แหละ
ปรากฏว่ากล้องทำงานตอนซอมันเดินมาพอดี ยังดีที่อุตส่าห์ชัดเจน สีค่อนข้างโอเค (จากกล้องแบตใกล้หมด)




แล้วก็เดินวนๆ จนไปแชะด๊องมาได้ น้องโทรมจริงๆด้วย
ทำไมน้องสะใภ้มาไทยทีไร ไม่สบายทุกทีเลยวะ โทรมอ่ะ น่าสงสาร ToT
หลังจากเราพอใจแล้ว เราก็จะวิ่งไปที่รถ มองนาฬิกาเริ่มจะเสี่ยง เอากระเป๋าไปหา MRT นั่งไปหมอชิตแล้ว
แต่พอไปถึงรถ ฝนกับโอ้ตะโกน เร็วๆ เร็วๆ รีบมาเดี๋ยวนี้เลย อีนี่ก็เลยกระโดดไปด้วยเลย
ไปจอดรอ เตรียมออกได้เป็นคันแรกต่อจากพวกมัน แต่โอ้ก็ลืมกระเป๋าไว้  เลยต้องวิ่งไปเอามาใหม่ เสียจังหวะไปเลย
แต่พี่ก็ขับได้สุดตรีนจริงๆ ขับจากรั้งท้ายขึ้นมาเป็นคันต้นๆได้อ่ะ น่าเอามาขับตามครั้งหน้ายิ่งนัก

แล้วก็มาถึงแอร์พอร์ต เรากับฝนก็กระโดดลงปล่อยโอ้เคลียร์เงิน (เพื่อนที่ดีจริงๆกู)
วิ่งไปที่รถกัน มันจอดอยู่เลนอีกฝั่ง ไม่ใช่เลนที่เข้าประตูได้เลยไง
ปรากฏว่าเขาไม่เอาลง ขับรถไปเรื่อย จากประตูหนึ่ง ไปประตูสอง (กูก็ยังวิ่งยู่)
พอเริ่มจะไปประตูสามอีนี่เริ่มเดิน แต่ได้ยินลุงซิเคียวหรือไงนี่แหละ พูดว่าหนูไปรอข้างในเถอะ เดี๋ยวเขาก็ไปเลนนู้น(เลนใน)
คนอื่นวิ่งตามกันเข้าอีนี่หยุดชะลอยืนคุยกับลุงเลย ตรงนู้นหรือคะลุง..ลุงบอกใช่ อีนี่ก็รีบขอบคุณลุงเลย
แล้วก็ตะโกนเรียกฝน พอดีกับรถเริ่มไปแถวๆประตูห้าแล้ว บอกฝนไปเถอะไม่ต้องวิ่งตามแล้ว
แล้วเราก็เดินเข้าเลนในกัน เราก็คิดว่าน่าจะเข้าประตูหนึ่ง เพราะว่ากลับ TG แล้วระหว่างประเทศก็ต้องเข้าประตูทางเข้านั้นไง (นี่ขนาดไม่เชี่ยวสนามบินนี้นะ)
พูดกันถึงรถว่ามันไปไหน เราก็บอกว่าไปทางนู้นอ่ะมีแค่ว่าไปวนรถเพื่อมาเลนนี้นี่แหละ สถานเดียว (เข้าข้างตัวเองสุดๆ)
คือเราชื่อลุงที่บอก และมันมีโอกาสเป็นไปได้ไง ประสบการณ์ตอนตามจูเนียร์มันสอนมาว่าให้หัดฟังคนแถวนั้นบ้าง
เพราะเมื่อก่อนเราไม่ฟังแถมเถียงเขาไง บอกว่าจูเนียร์ไม่ใช่เอฟโฟร์ เราก็เลยพลาดไม่ได้เจอ ถ้าเชื่อวิ่งไปก็ได้เจอแล้ว
มางวดนี้เราเลยฟังคำของลุงไง และท่าทางมันจะไปวนรถนั่นแหละ เพราะถ้าเอาลงตรงนั้นเจ็บตัวแน่
เราก็เดินๆวิ่งๆไปกับฝนสองคน จนไปถึงประตู หงษ์ทองมันก็มาจอดจริงๆ (กูล่ะดีใจ..โชคยังเข้าข้าง)
ไหนๆก็ไม่ได้กลับรถทัวร์แล้ว ไหนต้องเสียเงินค่าเครื่องบินเองแล้ว กูขอให้คุ้มหน่อยแล้วกัน
สุดท้ายก็นั่งตั้งแถวกันอีกรอบหน้าประตูทางเข้านั้นแหละ แล้วฝนก็เริ่มนั่งคุยกับเพื่อนใหม่ (ชื่อไรไม่รู้จำไม่ได้)
เวลาตามผู้ชายมักจะได้รู้จักคนเยอะขึ้น ฮ่าๆๆ ข้อดีของการตามบ้าผู้ชายนะเนี่ย

ระหว่างนั้นน้องแป้งแม่งก็มายั่ว เดินเล่นในรถ เล่นมือถือให้ดูอยู่นั่นแหละ เพื่อไรคะน้อง? ลงมาซะทีเถอะ
นอกจากเล่นมือถือ น้องแป้งยังไปจับพนักเบาะแล้วโยกตัวเล่น น้องคะจะสื่ออะไรคะ..เล่นเป็นเด็กไปได้
ส่วนน้องกู เด็กดีมาก นั่งปิดหน้าต่างมิดชิด เห็นแต่ตีนโผล่มา...คือเลียนแบบอีทึกกี้งวดที่แล้วหรือคะน้องชาย
แล้วก็มีแฟนๆ ตามไปถ่ายรูปฝั่งด๊อง..อีนี่ก็คิดอยากไปบ้างนะ แต่ไม่เอาล่ะเราได้พอแล้ว ขี้เกียจลุกด้วยแล้วล่ะ
ก็เลยนั่นเล่น นั่งคุยไปเรื่อยๆ เพลิดเพลินใจ (หรอ?)
จู่ๆแมนเนเจอร์ก็เดินลงมา อีนี่ก็ลองถ่ายวีดีโอเลย ถ่ายพวกมันไม่ได้กูเอาแมนเนเจอร์นี่แหละ หล่อโคตร
เสียงไอ้ฝนเข้ามาเต็มที่ หล่อโคตรป้าเลยมึ๊งงงงงง  เออ..หล่อค่ะ แต่จะรีบเดินไปตามควายที่ไหน เร็วเชี่ยเลย

สุดท้ายพวกมันก็ยอมลงมาจากรถจนได้ เดินเร็วกว่าที่ดุสิตอีก  -*-
เดินนำออกมาด้วยเฮียฮัน ยังสติลใส่แว่นอยู่..แล้วก็ปุ๊กลุกตามลงมา (ขอโทษหอะ ถ้าพี่ไม่ดูคลิปพี่ไม่คิดว่าพี่เห็นน้องเลยว่ะ)
แล้วใครเดินต่อวะ น้องโจมั้ง (ไม่ก็น้องอุคนี่แหละ)  แล้วตามมาด้วยด๊อง (โทรมว่ะ)
แล้วก็น้องอุค (ไม่ก็น้องโจ ใส่เสื้อลายเหมือนกัน) พี่อู๋ยังสติลน่ารักเหมือนเดิม ตาหมอนดูดีหน่อยๆ
ต่อมาน้องแป้ง พ่อมึงกูไม่ปลื้ม จะไปหลบข้างสต๊าฟทำบ้าอะไรวะ แม่งกูไม่ทันเห็นหน้ามึงเลย ไอ้ฉ่อย
แล้วคนสุดท้ายก็น้องชาย น่ารักมากอ่ะ ตอนน้องลงจากรถน้องกระโดดแล้วชูกำปั้นขึ้นนิดนึง เหมือนไชโยจะได้กลับบ้านแล้ว
แล้วน้องก็กระโดดๆ เดินมา...โอ้ว น่ารักมากมายเลยอ่ะ น้องยิ้มด้วยล่ะ คุ้มค่าที่ชอบน้องจริงๆ รอยยิ้มของน้องกลับมาแล้ว พี่ปลื้มมมมมม

แล้วน้องก็เดินเข้าไป ภารกิจของเราจบแล้ว เราแค่นี้พอแล้ว..ไม่เอามากกว่านี้อีกแล้ว มันเจ็บ มันเหนื่อย
คนอื่นๆ ก็พยายามดันกระจกจะเข้าไปข้างใน เราเองก็จะเข้าแต่คนละจุดประสงค์ว่ะ
เราเปิดประตูเข้าไป ซีเคียวถามจะทำอะไรครับ เราก็บอกว่าจะไปรับตั๋วจองตั๋วไว้
แล้วก็คว้าเอามือฝนมันเดินมาด้วย ฝนก็พูดว่าจะไปรับตั๋วเครื่องบินค่ะจองไว้ เขาก็ปล่อยให้เข้าไป
คือเราจะไปเอาตั๋ว แต่เรากะจะลากฝนเข้าไปข้างใน ถ้ามันจะวิ่งตามก็ตามใจ ฉันจะเอาเพื่อนเข้ามาก็แค่นั้น
แต่มันก็เข้าไปแล้ว พอดีเจอโอ้พอดีเราก็เลยชวนไปเอาตั๋วเป็นเพื่อนเรา เราก็คุยกับพี่เจ้าหน้าที่ไปเรื่อย สนุกดี
แล้วก็ไปเปลี่ยนกางเกง จากขาสั้นเป็นขายาวซะหน่อย คลุกฝุ่นฉิบหายเลยขากับเท้ากูเนี่ย
หลังจากนั้นเจอพี่จุ๊ พี่จุ๊แซว ไหนบอกว่าจะกลับตั้งแต่บ่ายๆ..เราก็บอกว่าเปล่าพี่ กะกลับเที่ยวสี่ทุ่มครึ่ง
แต่มันไม่ทันไง เลยต้องกลับเครื่องเที่ยวเจ็ดโมงเช้าแทนอ่ะ คุยสักแป็บก็ลาพี่จุ๊

แล้วพวกเราก็เดินไปเจอพี่แจ็คกี้พอดี เลยนั่งดูรูปที่พี่แกถ่ายด๊องมา เราก็เอารูปบอมของราให้พี่นัทดู
คุยๆกันสักพักก็แยกย้ายกัน เราสามคนก็ไปหาอะไรกินกัน ลงเอยที่  S & P
เราก็บอกโอ้กับฝนว่าเดี๋ยวเลี้ยงเค้ก ไอ้โอ้สะอิดสะเอียนมาก ฮ่าๆๆ..ก็กินที่โรงแรมเป็นว่าเล่นเลยนี่
กินไป คุยไป จนตีหนึ่งกว่าฝนกับโอ้ถึงกลับกัน...เราก็เดินลงไปส่งให้มันขึ้นแท็กซี่
ส่วนเราน่าสงสารมาก กลับบ้านไม่ได้เลยต้องนอนอยู่ที่สนามบินรอให้เค้าท์เตอร์เช็คอินเปิด
หนาวก็หนาว นอนก็ไม่สบาย สงสารตัวเองว่ะ..กว่าจะได้ขึ้นเครื่องกลับ
สรุปได้นอนเต็มที่ก็ตอนบนเครื่อง 40 นาทีนี่แหละ แต่ว่าไปแล้วก็เสียดายว่ะ
เพราะว่าถ้าเราเช็คอินได้เลย เราก็จะได้มั่วนิ่มเดินไปกับพวกมันอีกหน่อย แล้วค่อยแยกภายในประเทศกับระหว่างประเทศ เสียดายโว๊ยยยยย


จบแล้วการเดินทางอันสะบักสะบอมของข้าพเจ้า
เป็นการตามที่ทรหดที่สุดตั้งแต่ชีวิตนี้บ้าผู้ชายมาแล้วเนี่ย
ปกติตามจูเนียร์นี่เยี่ยงคุณหนู นอนโรงแรมเดิน กินเล่นอยู่ในห้อง นอกจากมันไปไหนถึงออก
คนขับรถก็ไม่กวนตีน ขับให้เต็มที่ เหยียบตามทันตลอด
กินข้าวนี่ไม่ต้องพูดถึง มีแต่น้ำตกถึงท้อง แต่ไม่ต้องไปนั่งกินในโรงแรมเพื่อรอพวกมันไง ถ้านานก็ออกไปกินฟูจิ
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่..หนีลงมา (สุดท้ายพ่อก็รู้) กินนอนรถตู้ (แต่ได้นอนแค่ 15 นาทีทั้งคืน)
ตามก็รอแบบไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้ชะตาชีวิตยิ่งกว่าตามจูเนียร์
เสียเงินไปก็มากอยู่ (ซื้อตั๋วเอง ปกตินั่งเครื่องฟรี) แต่น้อยกว่าตามจูเนียร์อ่ะนะ -_-"
แล้วยังต้องไปนอนสนามบินเป็นครั้งแรกในชีวิต ถ้ารู้ว่าสุดท้ายพ่อก็รู้ รู้งี้กลับไปนอนบ้านดีกว่า
กลับมาก็ปวดตัวซีกซ้ายไปหมดเลย เนื่องด้วยแรงที่โดนเบียด โดนกระแทกตรงประตูกระจกนั่นแหละ
แต่ว่าหวังแค่ลงไปเห็นคิบอมและรอยยิ้มใกล้ๆ สักห้านาที แค่นี้ก็คุ้มแล้ว..มันได้เท่าที่เราหวังไว้แล้ว
มันได้มากกว่าที่เราตั้งใจอีก เพราะฉะนั้นสำหรับเราเราเพียงพอแล้ว
หลังน้องชายเราเดินผ่านไปที่แอร์พอร์ตมันคือการเสร็จสิ้นภารกิจของเราแล้ว เราพอแล้ว จบสิ้นแล้วครั้งนี้
ไว้เจอกันใหม่งวดหน้านะน้อง ^o^



:: Special Thanks ::

ฝนจังและโอ้  สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งพยายามหาบัตรซี๊ดให้จนวินาทีสุดท้าย ร่วมและให้เราร่วมในทริปนี้ด้วย ไปไหนไปกันแทบจะตลอดทริปนี้ คอยรายงานความคืบหน้าทุกระยะ รายงานชอตที่ทำให้ alert ตลอดที่เรายังติดภารกิจการศึกษาอยู่

พี่นุ่น พี่เจี๊ยบ  ที่คอยโทรถามว่าถึงไหนแล้ว และให้หนูร่วมเบียดเบียน ขอโทษหากความบ้าที่จะเสี่ยงของหนูทำให้พี่มีอารมณ์

พี่อุ๋ย  ที่พวกหนูไปรบกวนตั้งสามรอบ

มายเมด (แพร์)  ที่กระตุ้นความอยากของเรา ด้วยการยั่วเรื่องหน้าห้องแต่งตัว และโทรถามว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

พี่หนู  ที่ให้เรารบกวนหลายเรื่องเลย (ไว้ไปกินสเวนเซ่นกันนะเจ๊  ^3^ )

เป้  ที่ให้เรายืมกล้อง

เพื่อนทั้งสามชีวิต (ขอไม่เอ่ยนาม)  ที่ช่วยปิดเต็มที่ ระหว่างที่เราลงมาครั้งนี้..แต่สุดท้ายพ่อก็รู้ เหอๆ

คิบอม  น้องชายที่ทำให้พี่สมหวังที่ตั้งความปรารถนาเอาไว้ในการมาครั้งนี้





ปล. ลืมไปเลยว่า..มีเรื่องน่าดีใจ เราสอบใบประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ผ่านแล้วนะ  ^o^Y

4 Year in NU

4 ปี...ที่ดูเหมือนจะยาวนาน
4 ปี...ที่ต้องจากมาไกลบ้าน
4 ปี...ที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนเรศวร
มันเป็นเวลา 4 ปี ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ




และแล้วมันก็มาถึงวันนี้จนได้  วันที่มีพิธีอันสำคัญของนิสิตชั้นปีที่ 4,,,พิธีปัจฉิมนิเทศ
ไม่น่าเชื่อว่าวันเวลามันจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ พอรู้สึกตัวอีกที

สี่ปีแล้วหรอที่เราจากบ้านมาอยู่พิษณุโลก
สี่ปีแล้วหรอที่เรานั่งเรียนอยู่ในภาควิชาเทคนิคการแพทย์
สี่ปีแล้วหรอที่เรานั่งเล่น นั่งคุย นั่งกินขนม ทำอะไรบ้าๆบอๆ กับเพื่อนในกลุ่มอีกนับสิบชีวิต
สี่ปีกับความทรงจำอันล้ำค่าและมิตรภาพของพวกเรา

ช่วงเช้า..เป็นพิธีปัจฉิมของเซคเราเอง (น่าจะเรียกว่าเข้าฟังการอบรมจากวิทยากรพิเศษมากกว่านะ)
ช่วงพักกลางวันเราก็เรียกรวมกลุ่มเราขึ้นไปห้อง lab เพื่อจะเปิด MV ที่เราอุตส่าห์ทำมาให้ทุกคน
แอบเซ็ง จริงๆถ้าเปิดตอนก่อนแยกกันมันคงจะซึ้งกว่านี้ แต่ดูกำหนดการแล้วเรางจะต้องเปิดเลยดีกว่า กว่าคณะจะเลิกล่อไปทุ่มกว่า
พอช่วงบ่ายเป็นปัจฉิมของคณะก็มีวิทยากรมาพูดแนะแนวให้ฟัง
อ้อ!มีพระมาเทศน์ด้วย สนุกดีอ่ะ เทศน์ได้ไม่น่าเบื่อ ชอบๆๆ
หลังจากนั้นก็มีพักทานของว่าง (เรากับเพื่อนก็ฟาดกันไปคนละสองชุด ฮ่าๆๆ..ด้านอิ่ม อายหิวต่อไป)
แล้วก็แยกย้ายไปตามเซคเพื่อทำ WorkShop ตามหัวข้อที่ได้รับมา ซึ่งจะเอาไปเป็น QA ของคณะ
พวกเราก็กลับไปที่ห้อง lab ที่เซคเรา  แล้วก็ช่วยกันคิด (เนื่องด้วยเป็นกิจกรรมสุดท้ายที่จะได้ทำร่วมกันแล้ว)
จนได้คำจำกัดความของคำว่า MED-TECH NU ออกมา เพื่อนำไปพรีเซนท์หลังทานอาหารเย็นเสร็จ


M anagement     พวกเราสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม
E volution     พวกเราจะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ
D rive     พวกเราจะเป็นแรงผลักดันวงการเทคนิคการแพทย์ให้ก้าวหน้าสู่สากล
T olerance     พวกเราเป็นคนที่มีความอดทน
E njoy     พวกเราทำงานด้วยใจรัก และสนุกกับงานที่เราต้องลงมือทำ
C are     พวกเราจะดูแลทุกคนเฉกเช่นคนที่เรารัก
H onest     พวกเราจะซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของเรา
N aresuan University     พวกเราจะระลึกไว้เสมอว่าเราคือชาว NU
U nity    
ไม่ว่าพวกเราจะจากกันไกลแค่ไหน พวกเราก็จะยังคงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


หลังจากที่ลงมติกันเป็นที่เรียบร้อย (ได้คำจำกัดความออกมา)
พี่ใหม่ก็เอากระดาษที่พวกเราเคยเขียนความฝันเอาไว้สมัยตอนอยู่ปีหนึ่งมาแจกคืน
คือตอนที่บอกว่าจะแจกคืนนั้น ออกอาการอึ้ง..เราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขียนอะไรลงไป จนกระทั่งได้คืนมา


Dream ~:~ อยากเรียนได้เกรดสวยๆ สูงๆ (A เยอะๆ)
เรียนจบได้ด้วยดี อยากได้เกียรตินิยม
แล้วได้ไปเรียนต่อโทที่อเมริกา
อยากให้พ่อแม่ภูมิใจที่มีเราเป็นลูก

(น.ส.มาติกา ไพบูลย์ ~> MT)



พี่ใหม่ไม่ได้อ่านของเราแต่เห็นแว๊บๆ ก็บอกเราว่าก็ได้ไปแล้วนี่อเมริกาน่ะ
(คือพี่คะ หนูหมายถึงไปเรียนต่อค่ะ ไม่ใช่ไปเที่ยว..ถ้าไปเที่ยวหนูก็ไปมาตั้งแต่ ป.5 แล้วค่ะ)
แต่ที่เราฝันไว้ทั้งหมด เราก็ยังทำได้บางส่วนนะ (A มันเยอะเฉพาะวิชาที่เป็นภาษาอังกฤษว่ะ)
อย่างน้อย..เราก็ทำให้พ่อกับแม่เราภูมิใจแล้วที่มีเราเป็นลูก เพราะพ่อก็บอกแล้วว่าพ่อภูมิใจในตัวลูกมากนะ ว่าที่บัณฑิตของพ่อ
เพราะพ่อเคยเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เราไปงานรับปริญญาของแม่ แล้วเราก็พูดว่า "โตขึ้นหนูจะรับกะรินยา(ปริญญา)เหมือนแม่" พ่อเลยรอตลอดเพื่อจะเห็นวันนั้นมาถึง
และแล้ว..เราก็ทำสำเร็จแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้รับตอนนี้  แต่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเดี๋ยวเราจะได้รับแล้ว


หลังจากนั้นก็ลงไปทานข้าวเย็นกัน (ที่คณะก็จัดเลี้ยงให้) อาหารอร่อยดี..โดยเฉพาะครอกเก็ทอ่ะ
แล้วเราก็ขึ้นไปพรีเซนท์ WorkShop ที่ไปคิดกันมา
หลังจากนั้นก็มีการฉาย slide presentation ให้ดู (ก็ MV ที่ทำให้รุ่นพวกเรานั่นแหละ) แต่น้อยใจ MT มีรูปน้อยมาก..เดี๋ยวปั๊ดแม่กลับมาทำเองเซคเดียวซะเลยนี่
แล้วก็ต่อด้วยการทำพิธีอำลาอาลัย ผูกข้อมไม้ข้อมือจากอาจารย์..คนที่ทำให้เราร้องไห้ก็คืออาจารย์นพ
เพราะในช่วงเวลาที่เราอยู่ปีสี่ อาจารย์นพดีกับเรามากๆ และเรียกได้ว่าเป็นอาจารย์ที่สนิทกับเราที่สุดแล้ว
อาจารย์นพบอกว่า โตแล้ว..จะเป็นบัณฑิตแล้ว ให้ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น คิดอะไรให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นได้แล้ว (จะบอกว่าหนูเด็กอยู่ว่างั้นเหอะ)

แล้วพิธีสุดท้ายของคณะที่จะจัดให้พวกเราในวันนี้ก็คือ พิธีส่งตัว (ออกนอกคณะ)
นี่ก็เป็นพิธีที่ทำให้เราร้องไห้โฮเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเราจะบังเอิญไปเห็นพี่ใหม่กำลังเตรียมอะไรกับน้องปีสามก็เถอะ
แต่ว่าคำพูดที่อาจารย์นพพูดบอกพวกเราทั้งหมดนั่นแหละที่ทำให้เราใจหายวาบเลยทีเดียว

เดี๋ยวให้เดินออกไปทีละเซค พอออกไปจากประตูห้องประชุมแล้ว ไม่ต้องหันหลังกลับมาอีก เพราะพวกคุณได้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ต้องกลับเข้ามาในคณะอีกแล้ว (อะไรประมาณนั้น จำคำพูดได้ไม่แม่น)

แต่ว่าถ้าหากใครได้มาอยู่ในช่วงเวลานั้น จะรับรู้ถึงความรู้สึกที่เรารู้สึกอยู่อย่างแน่นอน
ตึกคณะที่เราเรียนมาตั้งสามปี (ปีหนึ่งไปเรียนตึกวิทย์ ตึกมนุษย์ ตามแต่วิชา) สามปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้อง lab ที่เซค
แล้วจู่ๆ พอได้ยินคำว่าไม่ต้องหันหลังกลับมาอีก เพราะพวกเราต้องออกจากคณะไปแล้ว มันโหวงชอบกล
พอถึงคิวเซคเราเดินออก..เดินออกไปตามทางที่ปิดไฟหมดทุกดวง
แต่มีแสงของเทียนเล่มน้อยๆ หลายๆ เล่มที่น้องๆ ถือไว้สองข้างทางที่เราเดิน พร้อมกับเพลง ดอกไม้มวลชน
(ชื่อเพลงจำไม่ค่อยได้ แต่มันร้อง "ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ ฯลฯ" มันเป็นเพลงโปรดเราเลยล่ะ)
พอฟังเพลงนี้พร้อมกับนึกถึงคำพูดอาจารย์ และวันเวลาที่ผ่านมา เราก็น้ำตาคลอเลย เดินลงบันไดไปน้ำตาก็ไหลลงมา
จนน้องรหัสไอ้ต้นมันเรียกชื่อเรา เรายิ่งบ่อน้ำตาแตกเข้าไปใหญ่เลย
เวลาที่เราเคยคิดว่ามันนาน..สี่ปีเนี่ย มันไม่ได้นานอย่างที่เราคิดเลย มันสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ


หลังจากที่เดินออกมา..เพื่อนเรียกเราไปแย่ยอกล้อที่เราร้องไห้พอเป็นพิธีแล้ว พวกเราก็รวมถ่ายรูปหมู่กัน (แต่มีบางคนต้องกลับไปก่อน เลยไม่ครบ 51 คน)




บ้าถ่ายรูปกันได้สักพัก..เอฟ (RT) ก็เรียกบูม..อีนี่ก็ล่อกแล่กล่ะ..เริ่มหาที่วางน้องบอมเฮ(โน้ตบุ๊ค)
จะวางไหนดี ใกล้สระเกินไปเดี๋ยวตกไปในบ่อ mutation หน้าคณะ  จะวางแถวถนนหน้าคณะเดี๋ยวมันก็วิ่งเตะกัน
จนหาที่เหมาะข้างกระถางต้นไม้ได้เลยวิ่งไปบูม แม่เจ้าให้ตายเหอะ..ใส่รองเท้ามีส้นบูม ช่างได้ใจอะไรเยี่ยงนี้
และที่อึ้งไปกว่านั้นคือ..พวกเราไม่ได้บูมกันมานานมากๆ (ถึงขั้นเพื่อนเราที่เป็นพี่เชียร์ยังลืมเนื้อบูมไปแล้วเลย) แต่เราก็บูมกันได้พร้อมเพรียง ถูกจังหวะ และเสียงดังก้องมากๆ
แล้วก็แยกย้ายกันไปถ่ายรูปต่อ



แต่เพราะต้องมีคนเสียสละไปถ่าย..คนมันจะต้องหายไปคนนึง
เราก็เลยหน้าด้านตะโกนบอกพี่รปภ.ของคณะว่า "พี่คะ ถ่ายรูปให้พวกหนูหน่อยได้มั๊ยคะ?"
ตอนแรกเพื่อนๆก็นึกว่าเราพูดเล่น แต่เราเดินเกล้องไปให้พี่เขาจริงๆ
(เป็นพี่รปภ.ที่เริ่ดมาก หน้าตาดีที่สุด อีต้นอยากงายเล่น แถมขับ VIOS ออกใหม่ยังไม่มีทะเบียนอีกตะหาก)
แล้วเราก็ได้ถ่ายรูปกันครบองค์ (เท่าที่เหลืออยู่) ซะที





จากนั้นก็แยกย้ายกันจริงๆ ไปตามกลุ่มใครกลุ่มมัน...พวกเรา 11 คน ตกลงที่จะไปคาราโอเกะกัน
เรากับต้นแล้วก็พี่วิไปเอารถที่จอดไว้ด้านหลังตึก (ที่เหลือมันจอดด้านข้างกันหมด) ระหว่างนั้นอีต้นก็ดิ้นๆ จะให้เราถ่ายรูปให้
สุดท้ายก็เลยต้องอ้อมรถมาหน้าคณะกันเพื่อไปถ่ายรูปให้มัน..ช่างกล้ายิ่งนัก แต่เอาเถอะวันสุดท้ายแล้ว เขาคงจำหน้าพวกเราไม่ได้หรอก  ฮ่าๆๆ

แล้วก็ไปร้องเกะกันที่ร้าน Core Song ข้างมอ. เป็นการร้องเกะที่ถูกที่สุดตั้งแต่ร้องมาเลย หารแล้วตกคนละ 36 บาทเอง
ร้องกัน เต้นกันอย่างสนุกสนาน...แบบว่าโคตรเหนื่อยเลย ใครแม่งจัดชุดนี้มาวะ กดซะเพลงเพลงเร็ว เต้น แรง ทั้งนั้นเลย
มีได้พักยกแค่ตอนร้องเพลง Lucky ของบริทนี่ย์เท่านั้นแหละ  แล้วก็ต่อยกสองกันต่อเลย  ขนาดอยู่ห้องแอร์แต่เหงื่อออกเนี่ย -_-"
ถ่ายรูปกันไว้ด้วย ไม่รู้จะหลุดขนาดไหน ยังไม่ได้เห็นเลย อยู่กล้องีตั๋งเนี่ย

พอเกือบๆ ห้าทุ่มก็แยกย้ายกันกลับ  ปอยกับไก่ก็กลับมานอนหอเรา
พอตอนตีหนึ่งกว่าอีต้นก็มาเคาะประตูห้อง ตอนแรกนึกว่ามาเอาของที่ฝากไว้
ที่ไหนได้เสือกมานอนด้วยซะงั้น เออ..ตามสบาย แต่เตียงเต็มแล้วว่ะ มันก็เลยต้องนอนพื้นไปตามระเบียบ ฮ่าๆๆ




ขอบคุณวันเวลา 4 ปี  กับความทรงจำที่มีค่าสำหรับเรา มีทั้งเรื่องสุข ทุกข์ สนุกสนาน ที่พวกเราก้าวผ่านมาด้วยกัน

ขอบคุณโชคชะตา  ที่ทำให้เราเปลี่ยนลำดับการเลือกยื่นคณะ จากเดิมจะไว้อันดับสอง..เลื่อนมาเป็นอันดับแรก  แปะรหัสคณะก่อนเข้าไปยื่นสิบนาที  ไม่อย่างงั้นเราคงไม่ได้เจอเพื่อนของราทั้งหลาย

อีต้น  เพื่อนคนแรกที่เรารู้จัก  เพื่อนคนแรกที่เราไปไหนมาไหนด้วย  เพื่อนที่ทำให้เราได้มารู้จักกับทุกคน  เพื่อนที่ช่วยเหือเราทุกอย่างที่มันทำให้ได้  เพื่อนที่เสียสละเพื่อทุกๆ คนในเซค  เพื่อนที่กัดกับเราได้สนุกสนานที่สุด  เพื่อนที่รู้ทันเราและเรารู้ทันความคิดมัน  เพื่อนที่เราสนิทที่สุด(จริงๆ..แกคงไม่รู้หรอกใช่มั๊ย ว่าฉันน่ะรักแกมากที่สุดในเซคเลยนะ)

ตั๋ง  เพื่อนที่ทะลึ่ง..แต่เราก็ทันมันอยู่ดี  เพื่อนที่สรรหาเรื่องสนุกๆ มาฝาก  และเพื่อนที่โกหกหน้าตายที่สุด

เป้  เพื่อนที่ช่วยสารพัดอย่าง  ไม่ว่าจะช่วยทำงาน  ช่วยหาเล็คเชอร์มาให้อ่านเมื่อจะสอบ  ช่วยปิดเรื่องตามเอสเจ  และเป็นคนที่ทำให้เราได้รู้จักกับเมดของเรา

ปอย  เพื่อนที่ร่วมกันทำโปรเจ็ค ต่อสู้กับความสับสนและหงุดหงิด และอดทนกับมันมาด้วยกัน เพื่อนที่ไปทำธุระเป็นเพื่อนกับเราแทบทุกครั้ง เพื่อนที่ห่วงใยดูแลกัน

หนิง  เพื่อนที่คอยกระตุ้นให้เราอ่านหนังสือตอนจะสอบใบประกอบวิชาชีพ  เพื่อนที่ห่วงคนอื่นๆ และคิดมากแทนคนอื่นๆ เพื่อนที่ไม่รวยเงินทองแต่รวยน้ำใจ

อ๊อฟ  เพื่อนที่ทำให้พวกเรามีเรื่องล้อได้ตลอด  เพื่อนที่ขยันให้พวกเราลอกเล็คเชอร์ตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสาม  เพื่อนที่ร่วมก๊วนหัวไวด้วยกัน

ฝิ่น  เพื่อนที่ช่วยเหลือหลายเรื่อง

ไก่  เพื่อนที่สรรหาเรื่องมาให้ทั้งขำและขำไม่ออก

พี่วิ  เพื่อนอีกคนที่ร่วมฝ่าฟันมหาสมุทรโปรเจ็คมาด้วยกัน  เพื่อนที่คอยรับส่งเราตลอดช่วงปีสี่

พี่แนน  เพื่อนที่ทำให้พวกเราล้อเล่นสนุกสนานกันน่าดู

เพื่อนทั้งสิบคน  ที่ทำให้เรามีความทรงจำดีๆ มากมาย..ไม่ว่าจะยามสุข ยามทุกข์ หรือยามเศร้าใจ ก็จะคอยอยู่เคียงข้างกัน  ร่วมฝ่าฟันเหตุการณ์ต่างๆ มาด้วยกัน  ร่วมกันทำกิจกรรมมากมาย  และเมื่อพูดถึงเรื่องกิน..อีกลุ่มนี้แหละ น่ากลัว สายแข็งกันทั้งนั้นเลย

นอกจากนี้ยังมี  เจี๊ยก ฟิล์ม กิ๊ก  ที่ร่วมขบานการบ้าผู้ชายด้วยกัน (ตั้งแต่จูเนียร์ จนมาถึงเอสเจ)

อีกคนที่ขาดไม่ได้--แพร์  มายเมดนั่นเอง  ที่มาอยู่หอด้วยกันมาสองปีกว่า  แต่รู้จักกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งเพราะความโก๊ะของมันที่เข้าเรียนอังกฤษผิดห้อง (มานั่งห้อง MT แทนห้อง CVT) เลยทำให้เรารู้ว่าบ้าจูเนียร์เหมือนกันนี่หว่า แล้วก็บ้าวงเดียวกันด้วย  หลังจากนั้นเราก็ไปตามจูเนียร์ด้วยกันมาตลอด  จนกระทั่งเริ่มมาบ้าเอสเจ เราก็ยังตามมาบ้าด้วยกัน  แม้จะไม่ได้ไปตามด้วยกัน แต่เราก็พลัดไปตามกันคนละวัน (ตามที่สะดวก)  เพื่อนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ร่วมบ้า  ร่วมฮา  เล่นสนุกด้วยกัน  และคาดว่า...เราคงจะบ้าไปด้วยกันอีกนาน  เจอกันที่กรุงเทพนะมายเมด..แล้วเราจะไปดู Go go~ ด้วยกัน  ^o^

น้องบอม..น้องด๊อง

เอาวะ..ไหนๆพี่หนูก็ฝากความหวังไว้ที่เราแล้ว  งั้นเราก็จะอัพก็แล้วกันนะ
ตอนแรกกะไม่อัพ เพราะว่าตอนนั้นไม่มีเนต (ตอนนี้ก็เริ่มลางๆล่ะ จำไม่ค่อยได้)
แต่เพื่อระลึกถึงน้องบอม...ไอ้เด็กแก้มปริของพี่ ทำให้พี่ปลื้มยิ่งนัก พี่จะอัพ >w<



29 Jan 07

เวลาเย็นๆ ที่รัก (ฝนกับคุณนายโอ้) ก็โทรมาหา...ถามว่าจะลงกรุงเทพมั๊ย หาบัตร SEED ให้ได้แล้ว
แต่ด้วยความที่ว่าตัดใจแล้ว เนื่องด้วยมีฝึกงานและไม่มีรถลงที่เวลามันพอดีดูคอน เลยปลง(มาหลายวัน)
ถึงกระนั้น กิเลสก็ยังคงหนาอยู่ ทำหน้ามุ่ยนั่งขบคิดไปเรื่อยๆ สุดท้ายโทรถามโอ้
ปรากฏว่าโอ้บอกรถตู้เต็มแล้ว อี่นี่ก็สลด ปลงหนักกว่าเก่าอีก (เออ..งวดนี้กูไม่มีบุญ)
ตกดึกโทรเม้าท์กับพี่เจี๊ยบ เจ๊แกก็บอกลงมาเลยๆ ลงมาพรุ่งนี้เลย มีอัดทไวไลท์ตอนเช้าวันที่ 31
ก็บอกเจ๊แกไปว่า ไปไม่ได้ ก็รถตู้เต็มนี่..แต่พี่เจี๊ยบบอกว่าไปเบียดกับเจ๊แกกับพี่นุ่น เพราะคันเดียวกัน
อีนี่เลยตกลงปลงใจ ขอลางานลงมาทำธุระสำคัญ(ตามล่าน้องบอม)
ในระหว่างที่ยังไม่ลงมา ก็คอยโทรหาพรรคพวกเป็นระยะเพื่อรับข่าวสารเพิ่มเติม (ฟังไปก็ alert ไป)



30 Jan 07

สายข่าว (ฝนและคุณนายโอ้เช่นเดิม) รายงานว่า
"แก๊~ ไม่ไหวแล้วน้องชายเธอน่ะ มันยิ้ม มันเล่นกับแฟนๆ มันนั่งมาข้างด๊อง"
อีนี่ถึงกับสติแตกเลยทีเดียว ได้ยินอะไรบอมด๊องๆ ก็ถูกใจหลายอยู่แล้ว
นี่มาเจอบอกว่าน้องชายยิ้ม...โฮกกกกกกกกกก ไม่ลงไม่ได้แล้วเฟร้ยยยยยยย
แบบว่าสติหลุดลอยไปแล้ว งานเลี้ยงที่ห้องแลปไม่ทำให้เราหายคลุ้มคลั่ง
เอาแต่นั่งคิดว่าจะไปยังไงดี เพราะขอลาแค่วันเดียว จะนั่งรถหรือจะนั่งเครื่อง
สติสตังไม่อยู่กับตัวแล้ว เครียดไปหมด ยังคิดไม่ตก เหอๆ



31 Jan 07

สรุป..เราก็เดินทางด้วยรถทัวร์ ระหว่างนั่งรถก็โทรเม้าท์กับเมดซะหน่อย
มันบอกว่ามันไม่ได้เข้าไปอัด แต่แค่นี้ก็คุ้มล่ะ
(ไม่คุ้มได้ไงวะ ไปอยู่แถวห้องแต่งตัว เดินผ่านไปผ่านมา โฮกกกกกกก)
หลังจากนั้นก็ปิดเครื่อง จน 5 โมงเย็นโทรบอกพ่อว่าเลิกงานแล้วนะ (เดี๋ยว)แบตจะหมด แค่นี้นะ
(ไม่ได้โกหกแต่อย่างใด...เวลาน่ะเลิก แต่ตัวลูกน่ะเลิกก่อนเวลา เหอๆ)
กว่าจะลงไปถึงหมอชิตแล้วต่อ MRT อีกก็สามทุ่มกว่าล่ะ
ก่อนไปรถไฟใต้ดินก็แอบไปอ้วกก่อน เมารถสุดๆ อ้วกจนมีเลือดออกมาด้วยนิดนึง ToT
พอไปถึงสวนลุมไนท์..พี่นุ่นก็โทรมาหา ไอ้เราก็นึกว่าเป็นห่วงเรา
ที่ไหนได้..เจ๊แกบอกว่าหาของกินให้ด้วยนะ แล้วเจอกันที่รถ
ให้ตายเถอะ เดินหาของกินให้เจ๊ๆ กว่าจะได้ตามต้องการ (ทีหลังพกเซเว่นติดตัวเลยนะเจ๊)
แล้วต้องมาตามหารถอีก กว่าจะเจอรถ  -_-"  เจอคนขับรถก็เท้ากระดิกล่ะ กวนตีนโคตร
สรุปแล้ว งานเลิกทุกคนกระโดดขึ้นรถ..เพื่อไปส่งอีทึกกี้ตามคำสั่งฝนจังมัน
แต่ว่าลุงคนขับก็คงจะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง  คงไม่เข้าใจพจนานุกรมคำว่า ตาม ของพวกเรา
ลุงถึงได้ขับรถแค่ร้อยเดียว ในขณะที่หงษ์ทองขับร้อยสี่สิบ (พ่อเมิง..ช้าหน้าก็ตามไม่ทันหรอก)
สรุปคือไปส่งทึกกี้ไม่ทัน  ไอ้ฝนจังเฟล..เฟลอย่างแรง เครียดถึงขีดสุด (ลุง..ตายยยย)
แล้วที่กวนไปกว่านั้น คือลุงคนขับสือกเหยียบร้อยหกสิบออกจากสุวรรณภูมิ เพื่อ????
ลุงแม่งกวนตีน ทีให้เหยียบคันเร่งเสือกเหยียบเบรค พอเวลาไม่ต้องตามก็เสือกเหยียบคันเร่ง
ในที่สุดก็ตกลงใจกลับไปดุสิตกัน ไปก็ไปนั่งเม้าท์ เดินหาของกิน และตบท้ายที่นั่งคุยกับน้องอีกกลุ่ม



1 Feb 07

แล้วทุกคนก็เข้าสู่ห้วงนิทรา ปล่อยให้เรากับโอ้ผวากันอยู่เรื่อย เพราะรถตำรวจนำขบวนนั่นแหละ
เดี๋ยวก็ขับวน เดี๋ยวก็ไปจอดหน้าประตูโรงแรม อีนี่ก็โรคจิต..กลัวโดนหลอกแบบตอนตาม JR
สรุปว่าทั้งคืน เราก็ได้นอนไปแค่ 15 นาที ตอนตีห้ากว่าๆ แล้วก็ตื่นเฝ้ารอดูว่ามันแอบหนีรึป่าว
น่าโมโห สั่งให้ลุงตั้งลำรถพร้อมออก ลุงก็ไม่ทำ แล้วบอกว่าถอยออกแป็บเดียวเอง
ที่กลัวน่ะ..ไม่ใช่เรื่องถอย แต่กลัวทุกอย่างเพราะเป็นลุงนั่นแหละเฟร้ยยย เต่าเรียกทวดเลย ช้าโคตร
และด้วยความที่กลัวจะพลาด ช่วงครึ่งชั่วโมงที่ไปเติมน้ำมัน (ปั้มเดิมกับตอนตาม JR ที่ สุโขทัย)
และเห็นว่ามีรถนำขบวน นำออกไป..แต่มองไม่ทันว่าในรถมีใครบ้าง
เราก็เลยเดินไปถาม รปภ. ถามเขาดีๆ เขาก็ตอบนะ เหมือนตอนแรกเขาไม่กล้าตอบ
แต่หลังๆ เขาก็บอกนะ..บอกเท่าที่เขารู้อ่ะ 
เขาก็บอกว่าพวกนั้นยังไม่ออกมาหรอก  แต่เดี๋ยวก็ออก ออกประตูที่เขายืนอยู่นี่แหละ
แต่ไม่รู้ว่าจะออกเมื่อไหร่ก็เท่านั้นเอง

ระหว่างที่รออยู่นั้น ประมาณ 7 โมงเช้า..จู่ๆรถนำขบวนก็มาจอดเทียบท่า
อีนี่ก็เต้นเลย..แม่งต้องเตรียมหนีแล้วแน่ๆ (ยังระแวงไม่หาย) รีบโทรจิกสองเจ๊มา
ปรากฏไม่มีอะไรเกิดขึ้น รถนำขบวนนำขบวนคนอื่นไม่ใช่ไอ้พวกลิงทั้งหลาย
หลังจากบ่นๆ ให้แม่งตื่นกันซะที (พี่หิวแล้วนะโว๊ยยยยย) ก็เลยไปเดินหาอะไรกิน
แล้วก็ได้อีแตะหนีบมาคู่นึง (ค่อยวิ่งตามสบายหน่อย) แล้วก็ข้าวเหนียวหมูปิ้งแสนอร่อยจากพี่เจี๊ยบ
แล้วเราก็ซื้อซาลาเปา หมั่นโถว ไปให้ที่รักทั้งสองกิน นั่งกินกันหน้าโรงแรมนั่นแหละ (อร่อย)
หลังจากนั้นพี่เจี๊ยบกับเราก็ไปหาพี่อุ๋ย ให้พี่อุ๋ยพาไปซัมแวร์
นั่งอยู่ลมโกรกฉิบหายเลย (สระน้ำแม่งเล็กกว่าที่สุโขทัยอีกอ่ะ ไม่น่าลงล่นได้หรอก)
แต่จู่ๆก็มีคนโทรเข้ามา เรากับพี่เจี๊ยบก็เลยรีบลงไปสแตนด์บายที่รถ แล้วเป็นไง? (ไม่มีอะไรเลย)
เรากับโอ้ก็เลยไปหาที่เปลี่ยนเสื้อกัน ไปห้องน้ำที่น่ากลัวๆนั่น มีคนไปวางระเบิดหรือไงก็ไม่รู้แม่งไม่ออกซะที
สุดท้ายเลยตัดสินใจ โอ้เข้าโรงแรมเถอะแก๊..ก็เลยเข้าไปกันสองคน
ซิเคียวก็ถามว่าจะไปไหนครับ ก็ชี้ว่าจะไปหาอะไรนั่งทาน (แต่เราทานไม่ลงว่ะ กลัวอ้วก เลี่ยนแน่ๆ)
สุดท้ายเลยปล่อยให้โอ้สั่ง เรานั่งเป็นเพื่อน (คนดีจริงๆ) แล้วระหว่างรอก็ไปเปลี่ยนเสื้อกัน
เปลี่ยนเสร็จก็ออกมานั่งทานกัน โอ้ก็เล็มไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆพี่นุ่นก็โทรมาถามอยู่ไหนกัน
ก็อยู่ในโรงแรมอ่ะเด่ะพี่ นั่งกินอยู่เนี่ย(เพื่อเปลี่ยนเสื้อ)
พี่แกเลยบอกอยู่ในนั้นแหละ รอดูความเคลื่อนไหวด้วย เดี๋ยวข้างนอกจะดูให้เอง สแตนด์บายไว้ละกัน
ตอนแรกก็เหมือนจะมีพวกการ์ดลงมาเดินๆแถวข้างล่างอยู่ อีนี่ก็เริ่มคิดว่าออกทางนี้แน่ๆ
แต่สงสัยคนเยอะมั้ง แม่งข่าวที่ว่าจะไปนู่นจะไปนี่..ไม่จริงสักเรื่องเลย (มันออกกันไม่ได้นั่นเอง)
หลังจากโอ้กินเสร็จ เราก็ต้องไปหาอะไรกินต่อ (เพื่อนั่งแช่) เราก็เลือกอะไรมาไม่รู้จำชื่อไม่ได้
รู้แต่ว่าสำหรับเราวันนั้นมันโคตรเลี่ยนเลย กินไปได้ครึ่งนึง มูสอีกครึ่งถ้วยโอ้ต้องนั่งเล็มให้
แล้วเราก็เลยเดินไปนั่งคุยกับพี่จุ๊สักครู่ใหญ่ๆ (เจอกันทุกงาน ตั้งแต่ตาม JR ยัน SJ)
สุดท้ายพี่เจี๊ยบกับพี่นุ่นก็ตามมาสบทบ นั่งกินด้วยอีกสองคน ส่วนที่เหลือมันวนรถออกไปที่อื่น
ก็นั่งพูด นั่งบ่นกันไปเรื่อยๆ ได้ฟิครั่วๆระหว่างไม่ได้เจอผูชายออกมาเรื่องนึงเลยทีเดียว (คิดกันไปเอง)
จนกระทั่งเกือบๆ บ่ายสองพี่เขาก็เชิญออก เลยคิดว่าต้องมีอะไรแน่ๆ พี่หน้าลำบากใจที่จะพูด
เราก็ไม่ว่าไร หนาวเฟร้ยย อยากออกแล้วเหมือนกัน ติดที่ว่าภารกิจค้ำคออยู่




ระหว่างที่รออยู่ข้างนอก จู่ๆก็มีลิงตัวนึงออกมาตรงชั้นลอย (เขาเรียกแบบนี้ป่าวฟระ?)
ทุกคนก็กรี๊ด  แต่อีนี่เสือกขี้เกียจเบียดก็เลยอยู่ข้างล่างแล้วซูมเอา เสือกโง่วิ่งอ้อมอีกนะเห็นคนเยอะไง
เอาเป็นว่าอีด๊องน่ารักโคตร เห็นแล้วพี่สาวใจละลาย..แบบนี้ไม่ให้น้องฉันหลงแกได้ไงวะ
ตลกดี ตอนแรกเราก็ว่าเราเห็นลางๆว่าด๊องนะ ไอ้โอ้บอกว่าน้องแป้งๆ ก็กรี๊ดๆกัน
วิ่งไปสักนิดอ้าวด๊องตะหาก เรานี่ก็ไอ้โอ้..ฉันก็ว่าฉันเห็นด๊องนะแก เหอๆ เสียเส้นหมด
ยังคุยกันอยู่ น้องคะโดดมาเลยค่ะน้อง..พวกพี่รอรับอยู่  ฮ่าๆๆ
สักพักด๊องก็เข้าไปข้างใน ก็เลยพูดกันว่ายังดี ที่ทำให้รู้ว่ายังมีชีวิตกันอยูในโรงแรม
ระหว่างที่คุยกันเพลิดเพลินอยู่นั้นความระแวงก็เกิดขึ้นอีกระลอก
ไม่ใช่ว่าเอาด๊องมาล่อ แล้วอีกแปดตัวที่เหลือขึ้นรถข้างล่างแอบออกไปแล้วนะ เหอๆ
หลังจากป้วนเปี้ยนไปเรื่อยๆ ก็มีออกมาตรงระเบียงชั้นดาดฟ้าอีก ไกลฉิบหายคอนแทคก็ไม่ได้ใส่
แต่ถ้าเห็นไม่ผิด มีน้องบอมออกมาด้วยล่ะนะ แล้วก็เฮียฮัน (นี่กูลาลงมาเพื่อแหงนคอรึไง)
แล้วสักพักน้องสะใภ้ก็ออกมาอ่อยค่ะ เดินออกมาหน้าระเบียงห้องมัน เดินออกมาแปรงฟันโชว์ (เพื่อ?)
เดินเข้าๆ ออกๆ สนุกสนานอีด๊องมันนักล่ะ (พี่ไม่หนุกเฟร้ย เมื่อยคอ ลองมาเป็นกรูบ้างซิฟระ)
แล้วก็มีชอตให้พวกเรากรี๊ด เมื่อด๊องมันแหงนคอขึ้นไปคุยกับ(น่าจะ)บอมที่อยู่บนดาดฟ้า
อีนี่ ไอ้ฝนกับคุณนายโอ้ก็ หึหึหึ...สติแตกค่ะ  >w<
คงเล่นจนเหนื่อย มันก็หายหัวกันไปหมดเลย...เราก็เลยเดินกลับรถกัน

หลังจากนั้นรถหงษ์ทองก็มีอาการทำให้เราไม่วางใจ (แต่ก็ยังไม่มีวี่แววพวกมัน)
เราไปบอกลุงคนขับ ลุงแม่งก็บอกไม่ต้องกลัว ทันๆๆ (ทันเชี่ยคลานอ่ะซิไม่ว่า อีลุงบ้า)
ลุงแม่งก็จะไปแต่สุวรรณภูมิอย่างเดียว บอกว่ามันยังไม่ไปก็บ่นๆๆ กวนตีนโคตร -"- (จ้างมาขับตาม ไม่ใช่มาบ่นแล้วคลานตามโว๊ย)
ตอนแรกเราก็พูดกับลุงดีๆ บอกลุงคะวันสุดท้ายของพวกหนูแล้ว ช่วยเหยียบให้สุดๆเลยนะคะ
ลุงแม่งก็พูดมาได้ ว่าให้ขับเร็วเท่ารถขบวนมันอ่ะนะ ไม่ไหวล่ะ ไม่ไหวหรอก (เข้าใจคำว่าตามมั๊ยวะไอ้ตาแก่)
เราก็เลยเถียงเลย ตามได้ซิลุง ถ้าลุงเหยียบให้ทันอยู่ในขบวนอ่ะ ตามรถนำขบวนไปอ่ะทันอยู่แล้ว พ่อหนูยังขับมาแล้วเลย
แล้วลุงพูดไรมาอีกไม่รู้ อีนี่ก็เถียงไม่สนใจ ไม่แคร์แม่งแล้ว ไม่ใช่ญาติกูไม่เกรงใจแล้ว พูดจากวนตีนโคตร
แล้วเราก็หันไปมองหน้าน้องๆ หน้าตาเซ็งโลกกันทั้งนั้น (กูก็เซ็งไอ้แก่เชี่ยนี่เหมือนกัน)


 

รำคาญลุง เราก็เลยลงจากรถ นั่งอยู่ก็เมื่อยตัว กูยอมยืนเมื่อยขาดีกว่า
ส่วนฝนไปนั่งเม้าท์กับอากิเรื่องทึกกี้ เราก็ไปเอามือฝนมันมาเป็นพรีเซนเตอร์
ถ่ายรูปของที่จะให้ the best couple คู่โอนลี๋ของพวกเรา
มันเป็นข้อมือคู่..ด้านหน้าเป็นชื่อของบอมอันนึง ด๊องอันนึง
แต่ด้านหลังมันต้องเอามาประกบกันถึงจะอ่านได้ว่า LOVE โฮะๆๆ (ความคิดที่รักฉันดีเลิศ)
ว่างไง ไม่มีอะไรทำ..เลยถ่ายรูปไว้ก่อนที่จะฝากน้องของฝนอาเข้าไปให้พวกมัน

หลังจากรอกันเป็นเวลานานมันก็เหมือนจะมีกระแสอีก ด้วยความอยากรู้เล่นน้ำอยู่ป่าววะเลยเข้าไปอีกรอบ
แต่ก็ต้องไปลงเอยด้วยการนั่งกินน้ำฆ่าเวลา ชาเปปเปอร์มิ้นต์โอ้เหมือนของที่สวิสเลยว่ะ
เราก็น้ำแตงโมปั่น ส่วนฝนก็คุยโทรศัพท์ต่อไป..หลังจากกินเสร็จ เราก็เลยลากโอ้ไปกดเงินเป็นเพื่อน
เตรียมตัวหาทางกลับไปฝึกงานต่อแล้ว จองตั๋วเครื่องบินกั๊กไว้ก่อนเผื่อไม่ทันรถทัวร์รอบสี่ทุ่มครึ่ง
หลังจากนั้นก็ไปยืนส่องมันกันต่อ จนเราตัดสินใจจะกลับไปรอที่รถกันแทนดีกว่า
พอกลับไปที่รถ เราก็ทนไม่ไหวแล้ว..หันไปบอกฝนกับโอ้ว่า นั่งแท็กซี่ตามมั๊ย? ขืนไปกับลุงอกแตกตายแน่
ตอนแรกก็ลังเลๆกัน เราก็บอกไม่เป็นไร เราออกให้ก่อนได้ กดเงินมาแล้ว..เตรียมกลับแล้ว
เริ่มจะปลงนะ แต่ว่าใจเราอ่ะคิดว่าขอให้เจอให้คุ้มกับที่ลงมาหน่อยจะได้มั๊ย แค่สักห้านาทีก็ยังดี ขอชัดๆหน่อย ไม่ใช่แหงนมอง
สุดท้าย เราสามคนก็ตกลงว่าเอาวะ แท็กซี่ก็แท็กซี่ มันเป็นการเสี่ยงที่น่าจะดีกว่าไปกับลุง
เราก็เลยไปเอากระเป๋าลงจากรถกัน ลุงแม่งก็เข้ามาพูดทันทีว่าเอาของลง (เหมือนหนีเขา) แล้วเงินค่าจ้างล่ะ
เราก็เลยตวาดใส่ลุงเลยว่า (คนยิ่งรีบๆอยู่) เดี๋ยวน้องเขามา น้องยังไปอยู่ เดี๋ยวน้องมาเคลียร์
แล้วเราก็ไม่สนใจลุงเวรนั่นอีกต่อไป กะว่าเดี๋ยวค่อยเคลียร์เรื่องเงินกันอีกที (แต่เราออกค่าน้ำมันไปแล้ว)
กระเดงๆ กระเป๋าไป  จนพี่การ์ดมาตกลงว่าให้นั่งลงนะ แล้วจะให้พวกเขาออกมาทางนี้ เราก็ตกลง
สั่งไรมาเราก็เชื่อหมดล่ะ เพราะว่าเมื่อก่อนที่ตาม JR ถ้าทำตามที่ขอได้เขาก็ให้เราเจอจริงๆ
แต่มันก็มีคนที่ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องอยู่ดี แค่คำว่า นั่ง ยังฟังไม่รู้เรื่อง ชาตินี้จะทำอะไรกินวะ
จนกระทั่งพวกนั้นใกล้ออกมา พวกต้นทางข้างหน้าแม่งก็ยืนขึ้นมา..เราก็บ่นว่าจะยืนทำไมวะ
ไอ้ฝนนี่ได้ใจมาก แม่วีนแตกเลย ตะโกนบอกเด็กในชุดนักเรียนให้นั่งลง ว่าซะ..หึหึ
แล้วพี่การ์ดก็สั่งให้ทุกคนนั่ง หลังจากได้ยินไอ้ฝนมันวีน (กูสะใจ ไม่ใช่ไร แม่งฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง)


 


สุดท้ายพวกนั้นก็ออกมา พี่การ์ดบอกจะให้เดินช้าๆ...พี่คะ ช้าฉิบหายเลย ชึ้บๆๆ ขึ้นรถเลย จ้ำเอาๆ
แต่ก็ได้อยู่ข้างรถกันนานอยู่นะ  ทำให้ละลายและตายไปเลยได้อ่ะ
พี่อู๋..เล่นคฑาอีกแล้ว น่ารักว่ะ...พี่อู๋น่ารักจริงๆนะ  เฮียฮันก็ดูดี (จะใส่แว่นทำไมเฮีย มึดแล้ว)
มาคราวนี้ไม่ค่อยอะไรกับน้องแป้ง น้องไม่น่าปลื้มว่ะงวดนี้ (ไม่ใช่ target เราในรอบนี้)
ใครขึ้นก่อนอะไรจำไม่ได้ รู้แต่กล้องเพื่อนเราแม่งแฟลชกับชัตเตอร์ไม่สัมพันธ์กัน กดไม่ลงซะที
ไม่อย่างงั้นคงได้รูปมาเยอะกว่านี้อ่ะ แต่ก็ยังดีได้มาตั้งหลายรูป (ขอบคุณนะเพื่อนเลิฟที่ช่วยส่งเสริม)
เราก็ไม่สนใจอะไรแล้ว น้องบอมนั่งปุ๊บ คนแตกตื่นไปยืนข้างรถแล้ว เราก็ไปยืนหน้าน้องบอม
น้องก็ยิ้ม ก็บ๊ายบาย น่าร๊ากกกก (เมมด้วยสายตา กล้องไม่เอื้อ) กำลังจะคิดเดินไปดูคนอื่น
แต่จู่ๆบอมมันก็เอามือขึ้นมาทาบกระจก โป๊ะ อีนี่ถึงกับตกใจ เพราะน้องหันไปแล้วหันกลับมาโป๊ะกระจกไง
เอาเลยค่ะ อีนี่ไม่ไปไหนแล้ว เฮียฮันก็ไม่สนแล้ว สิงสถิตอยู่กับน้องชายกูนี่แหละ
เอาใจพี่ไปทั้งดวงเลยน้องงวดนี้อ่ะ ยิ้มแบบนี้เยอะๆนะน้อง พี่ชอบ..เอาผีคิมคิบอมออกไป เหลือแต่คิบอมคนเดิม ^_^



สักพักคนเริ่มกรูมาฝั่งบอมเยอะ เราเลยตัดสินใจเดินไปดูหน่อยว่าฝั่งนู้นมีใครบ้าง
ก็เจอน้องโจ..โอ้ววว น้องน่ารักดีนะ พอจะถ่ายรูปน้องแม่งหันข้างพอดี เลยได้แต่ชอตนี้มานั่นแหละ
แล้วก็เห็นตาหมอนมันอยู่ด้านหลัง เออ..หมอนก็ก็ดูโอเคนะ แต่หัวแปลกๆว่ะ เอาเถอะยังดูดีอยู่

หลังจากนั้นก็จะเดินกลับไปหาบอมเมื่อรใกล้เคลื่อนตัว (ฝั่งนี้ไม่มีนัยสำคัญสำหรับเรา)
ระหว่างจะเดินกลับไป น้องแป้งแม่งก็ชะโงหน้าออกมามอง ไปนั่งทำไมตรงนั้นวะ ไม่นั่งข้างหน้าต่างล่ะ
แต่เอาเถอะเราใจอยู่กับอีกฝั่งมากกว่า ก็เลยเดินกลับไปถ่ายบอม ไปยืนดูน้องเราต่อ
แล้วพอรถเคลื่อนตัวออกไปใกล้ถึงประตู เราก็หาฝนกับโอ้ไม่เจอ แบตก็หมด วิ่งไปหาแท็กซี่ยังไม่มีมา
เลยกลับไปวนหาๆ ตรงที่นัดไว้เผื่อพลัดกันอีกที จนกระทั่งเจอฝน..มันก็สั่งให้ไปหารถ เดี๋ยวมันไปตามหาโอ้เอง
รถแม่งก็ไม่ค่อยจะมี  ดีว่ามีคนนึงหลงมาพอดี เราก็คนเลวเต็มที่เดินขึ้นไปอยู่หน้ากลุ่มที่รออยู่
แต่กลุ่มนั้นไม่ได้โบกคันนี้ไง แล้วเราเห็นผู้โดยสารด้านหน้าทำท่าจะจ่ายเงินแล้วลง
เราก็เลยไปเปิดประตูหลังเลย เขาก็ตกใจว่ะ..เราก็ปิดประตู ฝนมันก็เดินมาพอดี แล้วเขาก็จ่ายเงินพอดี
เราก็กระชากประตูเข้าไปนั่งเลย แล้วบอกว่าพี่ตามรถบัสคันนั้นไป  ตอนแรกพี่แกก็ไม่ยอม
เราก็อ้อนๆพี่เข้าไป ช่วยกันอ้อน (ไม่รู้ล่ะ กูไม่ลงจากรถแน่ๆ เสียฤกษ์หมด)
พอเราขึ้นรถกันจะครบสามคนก็มีน้องอีกสองคนบอกขอไปด้วย เอาเลยน้อง โดดขึ้นมาเลยเร็วๆ
แล้วก็ออกรถตามไป ถึงแม้จะเสียจังหวะทิ้งห่างไปหน่อย  แต่พี่ก็ขับดีกว่าอีตาลุงนั่นเยอะ
โทรหาอากิ เลยรู้ว่ามันไปสยามนิรมิต...เลยตามกันไป พอถึงทีก็ตกลงใจเหมารถแท็กซี่ไปแอร์พอร์ตด้วยเลย
เรียกเท่าไหร่ก็เอาล่ะวะ ยอม..แบบว่าขับได้ใจมาก ทั้งแซง แทรก ปาด เร่ง....สุดตรีนนนนน
ระหว่างนั่งตามอยู่นั้น ฝนก็เล่าเรื่องพัดโอ้ให้ฟัง  โอ้วแม่เจ้า~ กูกรี๊ดดดดดดด!!!!
มันบอกว่า มันแย่งพัดโอ้มาถือ แล้วยื่นๆไปตรงข้างหน้าบอมแล้วชี้ๆให้บอมดู บอมมันก็ป้องๆหน้าก้มลงดู แล้วยิ้ม
ให้ตายเถอะ ไม่ให้กูกรี๊ดได้ไงวะ ก็พัดไอ้โอ้มันเป็นรูป บอม*ด๊อง ชอต snow dream อ่ะ >w<
กรี๊ดดดดดดด ไม่ไปเรียกน้องสะใภ้มานั่งด้วยวะไอ้น้องชาย เขี่ยพี่อู๋ทิ้งไปเถอะพี่ไม่ว่า ^^"




ระหว่างที่มันเข้าไปกิน ไปดูการแสดง...เราก็สัมพะเวสีกันอยู่แถวนั้นแหละ 
พอดีนึกขึ้นได้ว่าออมมันบอกว่าถ้ารู้อะไรคืบหน้าโทรบอกมันด้วย แต่พอดีแบตเราจะหมด
แล้วก็ตอนที่ดุสิต สติเราแตกไปแล้วไง เจอน้องชายยิ้ม..โอ้วว พี่คุ้มค่าแล้วน้องที่ลงมาเที่ยวนี้
เราก็เลยโทรไปบอกออมว่าตอนนี้มันอยู่สยามนิรมิตกันอยู่ ออมมันเลยแต่งตัวออกจากหอมา
ไม่น่าถึงครึ่งชั่วโมง ออมมันก็เดินมาสะกิดเรา..ได้ข่าวว่าชอบมิกกี้ แต่มึงมาหาลิงๆเร็วได้ใจมากออม
แล้วเราก็โทรไปวานพี่หนู โทรเช็คเที่ยวรถรอบสุดท้ายให้ (คัมซา มากมายเลยค่ะคุณพี่) เลยรู้ว่าดึกสุด 5  ทุ่ม
ยืนรอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันออกมากัน..
คนแรกที่ออกมาแม่งหล่อ เรานึกว่าน้องแป้ง กดแชะไปเต็มที่..แม่งแมนเนเจอร์คนใหม่นี่หว่า




เฮียฮันออกมา พี่อู๋ออกมา (บ๊ายบายน่ารักอีกแล้วพี่อู๋) ด๊องออกมา ทุกคนออกมาอย่างเร็ว
จู่ๆกล้องแม่งก็ดื้อ ไม่เป็นใจ..ได้มาแค่รูปเดียวคือบอม เนื่องด้วยน้องเดินคนสุดท้าย
แล้วเราก็เพิ่งฉลาดว่า ทำไมกูไม่ถ่ายคลิปไว้วะ ถ่ายรูปทำไม? แสงก็ออกจะสว่าง เห็นชัดอยู่แล้ว
ทุกอย่างก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว เหอๆ...เราก็เลยวิ่งไปที่ข้างรถอีกรอบ
แต่ว่ารอบนี้ฝั่งบอมคนเยอะ เราก็เลยตัดใจไปอีกฝั่งแทน (ก็คนน้อยกว่านี่นา)


 

ใครเดินขึ้นมาบ้างไม่รู้ล่ะ ไม่ทันดู ไม่ทันสังเกต...แล้วจะได้ว่าจะถ่ายพี่อู๋หรือด๊องนี่แหละ
ปรากฏว่ากล้องทำงานตอนซอมันเดินมาพอดี ยังดีที่อุตส่าห์ชัดเจน สีค่อนข้างโอเค (จากกล้องแบตใกล้หมด)




แล้วก็เดินวนๆ จนไปแชะด๊องมาได้ น้องโทรมจริงๆด้วย
ทำไมน้องสะใภ้มาไทยทีไร ไม่สบายทุกทีเลยวะ โทรมอ่ะ น่าสงสาร ToT
หลังจากเราพอใจแล้ว เราก็จะวิ่งไปที่รถ มองนาฬิกาเริ่มจะเสี่ยง เอากระเป๋าไปหา MRT นั่งไปหมอชิตแล้ว
แต่พอไปถึงรถ ฝนกับโอ้ตะโกน เร็วๆ เร็วๆ รีบมาเดี๋ยวนี้เลย อีนี่ก็เลยกระโดดไปด้วยเลย
ไปจอดรอ เตรียมออกได้เป็นคันแรกต่อจากพวกมัน แต่โอ้ก็ลืมกระเป๋าไว้  เลยต้องวิ่งไปเอามาใหม่ เสียจังหวะไปเลย
แต่พี่ก็ขับได้สุดตรีนจริงๆ ขับจากรั้งท้ายขึ้นมาเป็นคันต้นๆได้อ่ะ น่าเอามาขับตามครั้งหน้ายิ่งนัก

แล้วก็มาถึงแอร์พอร์ต เรากับฝนก็กระโดดลงปล่อยโอ้เคลียร์เงิน (เพื่อนที่ดีจริงๆกู)
วิ่งไปที่รถกัน มันจอดอยู่เลนอีกฝั่ง ไม่ใช่เลนที่เข้าประตูได้เลยไง
ปรากฏว่าเขาไม่เอาลง ขับรถไปเรื่อย จากประตูหนึ่ง ไปประตูสอง (กูก็ยังวิ่งยู่)
พอเริ่มจะไปประตูสามอีนี่เริ่มเดิน แต่ได้ยินลุงซิเคียวหรือไงนี่แหละ พูดว่าหนูไปรอข้างในเถอะ เดี๋ยวเขาก็ไปเลนนู้น(เลนใน)
คนอื่นวิ่งตามกันเข้าอีนี่หยุดชะลอยืนคุยกับลุงเลย ตรงนู้นหรือคะลุง..ลุงบอกใช่ อีนี่ก็รีบขอบคุณลุงเลย
แล้วก็ตะโกนเรียกฝน พอดีกับรถเริ่มไปแถวๆประตูห้าแล้ว บอกฝนไปเถอะไม่ต้องวิ่งตามแล้ว
แล้วเราก็เดินเข้าเลนในกัน เราก็คิดว่าน่าจะเข้าประตูหนึ่ง เพราะว่ากลับ TG แล้วระหว่างประเทศก็ต้องเข้าประตูทางเข้านั้นไง (นี่ขนาดไม่เชี่ยวสนามบินนี้นะ)
พูดกันถึงรถว่ามันไปไหน เราก็บอกว่าไปทางนู้นอ่ะมีแค่ว่าไปวนรถเพื่อมาเลนนี้นี่แหละ สถานเดียว (เข้าข้างตัวเองสุดๆ)
คือเราชื่อลุงที่บอก และมันมีโอกาสเป็นไปได้ไง ประสบการณ์ตอนตามจูเนียร์มันสอนมาว่าให้หัดฟังคนแถวนั้นบ้าง
เพราะเมื่อก่อนเราไม่ฟังแถมเถียงเขาไง บอกว่าจูเนียร์ไม่ใช่เอฟโฟร์ เราก็เลยพลาดไม่ได้เจอ ถ้าเชื่อวิ่งไปก็ได้เจอแล้ว
มางวดนี้เราเลยฟังคำของลุงไง และท่าทางมันจะไปวนรถนั่นแหละ เพราะถ้าเอาลงตรงนั้นเจ็บตัวแน่
เราก็เดินๆวิ่งๆไปกับฝนสองคน จนไปถึงประตู หงษ์ทองมันก็มาจอดจริงๆ (กูล่ะดีใจ..โชคยังเข้าข้าง)
ไหนๆก็ไม่ได้กลับรถทัวร์แล้ว ไหนต้องเสียเงินค่าเครื่องบินเองแล้ว กูขอให้คุ้มหน่อยแล้วกัน
สุดท้ายก็นั่งตั้งแถวกันอีกรอบหน้าประตูทางเข้านั้นแหละ แล้วฝนก็เริ่มนั่งคุยกับเพื่อนใหม่ (ชื่อไรไม่รู้จำไม่ได้)
เวลาตามผู้ชายมักจะได้รู้จักคนเยอะขึ้น ฮ่าๆๆ ข้อดีของการตามบ้าผู้ชายนะเนี่ย

ระหว่างนั้นน้องแป้งแม่งก็มายั่ว เดินเล่นในรถ เล่นมือถือให้ดูอยู่นั่นแหละ เพื่อไรคะน้อง? ลงมาซะทีเถอะ
นอกจากเล่นมือถือ น้องแป้งยังไปจับพนักเบาะแล้วโยกตัวเล่น น้องคะจะสื่ออะไรคะ..เล่นเป็นเด็กไปได้
ส่วนน้องกู เด็กดีมาก นั่งปิดหน้าต่างมิดชิด เห็นแต่ตีนโผล่มา...คือเลียนแบบอีทึกกี้งวดที่แล้วหรือคะน้องชาย
แล้วก็มีแฟนๆ ตามไปถ่ายรูปฝั่งด๊อง..อีนี่ก็คิดอยากไปบ้างนะ แต่ไม่เอาล่ะเราได้พอแล้ว ขี้เกียจลุกด้วยแล้วล่ะ
ก็เลยนั่นเล่น นั่งคุยไปเรื่อยๆ เพลิดเพลินใจ (หรอ?)
จู่ๆแมนเนเจอร์ก็เดินลงมา อีนี่ก็ลองถ่ายวีดีโอเลย ถ่ายพวกมันไม่ได้กูเอาแมนเนเจอร์นี่แหละ หล่อโคตร
เสียงไอ้ฝนเข้ามาเต็มที่ หล่อโคตรป้าเลยมึ๊งงงงงง  เออ..หล่อค่ะ แต่จะรีบเดินไปตามควายที่ไหน เร็วเชี่ยเลย

สุดท้ายพวกมันก็ยอมลงมาจากรถจนได้ เดินเร็วกว่าที่ดุสิตอีก  -*-
เดินนำออกมาด้วยเฮียฮัน ยังสติลใส่แว่นอยู่..แล้วก็ปุ๊กลุกตามลงมา (ขอโทษหอะ ถ้าพี่ไม่ดูคลิปพี่ไม่คิดว่าพี่เห็นน้องเลยว่ะ)
แล้วใครเดินต่อวะ น้องโจมั้ง (ไม่ก็น้องอุคนี่แหละ)  แล้วตามมาด้วยด๊อง (โทรมว่ะ)
แล้วก็น้องอุค (ไม่ก็น้องโจ ใส่เสื้อลายเหมือนกัน) พี่อู๋ยังสติลน่ารักเหมือนเดิม ตาหมอนดูดีหน่อยๆ
ต่อมาน้องแป้ง พ่อมึงกูไม่ปลื้ม จะไปหลบข้างสต๊าฟทำบ้าอะไรวะ แม่งกูไม่ทันเห็นหน้ามึงเลย ไอ้ฉ่อย
แล้วคนสุดท้ายก็น้องชาย น่ารักมากอ่ะ ตอนน้องลงจากรถน้องกระโดดแล้วชูกำปั้นขึ้นนิดนึง เหมือนไชโยจะได้กลับบ้านแล้ว
แล้วน้องก็กระโดดๆ เดินมา...โอ้ว น่ารักมากมายเลยอ่ะ น้องยิ้มด้วยล่ะ คุ้มค่าที่ชอบน้องจริงๆ รอยยิ้มของน้องกลับมาแล้ว พี่ปลื้มมมมมม

แล้วน้องก็เดินเข้าไป ภารกิจของเราจบแล้ว เราแค่นี้พอแล้ว..ไม่เอามากกว่านี้อีกแล้ว มันเจ็บ มันเหนื่อย
คนอื่นๆ ก็พยายามดันกระจกจะเข้าไปข้างใน เราเองก็จะเข้าแต่คนละจุดประสงค์ว่ะ
เราเปิดประตูเข้าไป ซีเคียวถามจะทำอะไรครับ เราก็บอกว่าจะไปรับตั๋วจองตั๋วไว้
แล้วก็คว้าเอามือฝนมันเดินมาด้วย ฝนก็พูดว่าจะไปรับตั๋วเครื่องบินค่ะจองไว้ เขาก็ปล่อยให้เข้าไป
คือเราจะไปเอาตั๋ว แต่เรากะจะลากฝนเข้าไปข้างใน ถ้ามันจะวิ่งตามก็ตามใจ ฉันจะเอาเพื่อนเข้ามาก็แค่นั้น
แต่มันก็เข้าไปแล้ว พอดีเจอโอ้พอดีเราก็เลยชวนไปเอาตั๋วเป็นเพื่อนเรา เราก็คุยกับพี่เจ้าหน้าที่ไปเรื่อย สนุกดี
แล้วก็ไปเปลี่ยนกางเกง จากขาสั้นเป็นขายาวซะหน่อย คลุกฝุ่นฉิบหายเลยขากับเท้ากูเนี่ย
หลังจากนั้นเจอพี่จุ๊ พี่จุ๊แซว ไหนบอกว่าจะกลับตั้งแต่บ่ายๆ..เราก็บอกว่าเปล่าพี่ กะกลับเที่ยวสี่ทุ่มครึ่ง
แต่มันไม่ทันไง เลยต้องกลับเครื่องเที่ยวเจ็ดโมงเช้าแทนอ่ะ คุยสักแป็บก็ลาพี่จุ๊

แล้วพวกเราก็เดินไปเจอพี่แจ็คกี้พอดี เลยนั่งดูรูปที่พี่แกถ่ายด๊องมา เราก็เอารูปบอมของราให้พี่นัทดู
คุยๆกันสักพักก็แยกย้ายกัน เราสามคนก็ไปหาอะไรกินกัน ลงเอยที่  S & P
เราก็บอกโอ้กับฝนว่าเดี๋ยวเลี้ยงเค้ก ไอ้โอ้สะอิดสะเอียนมาก ฮ่าๆๆ..ก็กินที่โรงแรมเป็นว่าเล่นเลยนี่
กินไป คุยไป จนตีหนึ่งกว่าฝนกับโอ้ถึงกลับกัน...เราก็เดินลงไปส่งให้มันขึ้นแท็กซี่
ส่วนเราน่าสงสารมาก กลับบ้านไม่ได้เลยต้องนอนอยู่ที่สนามบินรอให้เค้าท์เตอร์เช็คอินเปิด
หนาวก็หนาว นอนก็ไม่สบาย สงสารตัวเองว่ะ..กว่าจะได้ขึ้นเครื่องกลับ
สรุปได้นอนเต็มที่ก็ตอนบนเครื่อง 40 นาทีนี่แหละ แต่ว่าไปแล้วก็เสียดายว่ะ
เพราะว่าถ้าเราเช็คอินได้เลย เราก็จะได้มั่วนิ่มเดินไปกับพวกมันอีกหน่อย แล้วค่อยแยกภายในประเทศกับระหว่างประเทศ เสียดายโว๊ยยยยย


จบแล้วการเดินทางอันสะบักสะบอมของข้าพเจ้า
เป็นการตามที่ทรหดที่สุดตั้งแต่ชีวิตนี้บ้าผู้ชายมาแล้วเนี่ย
ปกติตามจูเนียร์นี่เยี่ยงคุณหนู นอนโรงแรมเดิน กินเล่นอยู่ในห้อง นอกจากมันไปไหนถึงออก
คนขับรถก็ไม่กวนตีน ขับให้เต็มที่ เหยียบตามทันตลอด
กินข้าวนี่ไม่ต้องพูดถึง มีแต่น้ำตกถึงท้อง แต่ไม่ต้องไปนั่งกินในโรงแรมเพื่อรอพวกมันไง ถ้านานก็ออกไปกินฟูจิ
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่..หนีลงมา (สุดท้ายพ่อก็รู้) กินนอนรถตู้ (แต่ได้นอนแค่ 15 นาทีทั้งคืน)
ตามก็รอแบบไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้ชะตาชีวิตยิ่งกว่าตามจูเนียร์
เสียเงินไปก็มากอยู่ (ซื้อตั๋วเอง ปกตินั่งเครื่องฟรี) แต่น้อยกว่าตามจูเนียร์อ่ะนะ -_-"
แล้วยังต้องไปนอนสนามบินเป็นครั้งแรกในชีวิต ถ้ารู้ว่าสุดท้ายพ่อก็รู้ รู้งี้กลับไปนอนบ้านดีกว่า
กลับมาก็ปวดตัวซีกซ้ายไปหมดเลย เนื่องด้วยแรงที่โดนเบียด โดนกระแทกตรงประตูกระจกนั่นแหละ
แต่ว่าหวังแค่ลงไปเห็นคิบอมและรอยยิ้มใกล้ๆ สักห้านาที แค่นี้ก็คุ้มแล้ว..มันได้เท่าที่เราหวังไว้แล้ว
มันได้มากกว่าที่เราตั้งใจอีก เพราะฉะนั้นสำหรับเราเราเพียงพอแล้ว
หลังน้องชายเราเดินผ่านไปที่แอร์พอร์ตมันคือการเสร็จสิ้นภารกิจของเราแล้ว เราพอแล้ว จบสิ้นแล้วครั้งนี้
ไว้เจอกันใหม่งวดหน้านะน้อง ^o^



:: Special Thanks ::

ฝนจังและโอ้  สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งพยายามหาบัตรซี๊ดให้จนวินาทีสุดท้าย ร่วมและให้เราร่วมในทริปนี้ด้วย ไปไหนไปกันแทบจะตลอดทริปนี้ คอยรายงานความคืบหน้าทุกระยะ รายงานชอตที่ทำให้ alert ตลอดที่เรายังติดภารกิจการศึกษาอยู่

พี่นุ่น พี่เจี๊ยบ  ที่คอยโทรถามว่าถึงไหนแล้ว และให้หนูร่วมเบียดเบียน ขอโทษหากความบ้าที่จะเสี่ยงของหนูทำให้พี่มีอารมณ์

พี่อุ๋ย  ที่พวกหนูไปรบกวนตั้งสามรอบ

มายเมด (แพร์)  ที่กระตุ้นความอยากของเรา ด้วยการยั่วเรื่องหน้าห้องแต่งตัว และโทรถามว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

พี่หนู  ที่ให้เรารบกวนหลายเรื่องเลย (ไว้ไปกินสเวนเซ่นกันนะเจ๊  ^3^ )

เป้  ที่ให้เรายืมกล้อง

เพื่อนทั้งสามชีวิต (ขอไม่เอ่ยนาม)  ที่ช่วยปิดเต็มที่ ระหว่างที่เราลงมาครั้งนี้..แต่สุดท้ายพ่อก็รู้ เหอๆ

คิบอม  น้องชายที่ทำให้พี่สมหวังที่ตั้งความปรารถนาเอาไว้ในการมาครั้งนี้





ปล. ลืมไปเลยว่า..มีเรื่องน่าดีใจ เราสอบใบประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ผ่านแล้วนะ  ^o^Y

BLOG TAG

เนื่องจากไดหน้าที่แล้ว...ไอ้คุณน้องสาวตัวดี  ได้มาทำเป็นอัพไดลูกโซ่ไว้ (ไอ้แตง..ไอ้น้องเวลลล)
ทำให้เราต้องอัพไดหน้านี้ขึ้นมา  -_-"
เรื่องเกี่ยวกับตัวเราและคิดว่าไม่มีใครรู้(เอาเป็นเปิ่น และมีคนรู้ไม่เยอะแทนได้ม๊ะ?)



เรื่องแรก  เป็นรื่องตอนฝึกงาน...ตอนทำ Venous Clotting Time (VCT)
มันเป็นแลปที่จะตรวจดูการแข็งตัวของเลือดไง..เวลาโดนงูพิษเขาจะส่งทำกัน
แล้วปกติ เขาต้องพาคนไข้มาเจาะเลือดที่ตึกห้องแลปไง หรือไงก็เจาะแล้วเอามาส่งให้
แต่ปรากฏว่าวันนั้นมีคนไข้รายนึงอาการไม่ดี เขาเลยให้ไปอยู่ ICU
สรุปสุดท้ายเราต้องไปจับเวลาที่ไอซียู  แล้ววิ่งเอาเลือดกลับห้องแลป
ตอนออกจากไอซียู  รองเท้าโดนขโมยไปอีก ก็ต้องเอารองเท้าพี่ที่ไปด้วยกันใส่แทน
และเท้าพี่แกก็ยังกับเท้าเด็ก..รองเท้าเล็กโคตร  เราก็ต้องวิ่งเขย่งๆกลับแลป
ใครที่เคยเจอเรา คิดว่าคงนึกสภาพออกว่ามันจะตลกแค่ไหน  -_-9
พี่บอกเห็นอ้วนๆแบบนี้ วิ่งเร็วฉิบ (คือพี่คะ..จูเนียร์ฝึกหนูมาดีค่ะ วิ่งตามพวกมันเนี่ย)


เรื่องที่สอง  จะมีใครรู้มั๊ย (นอกจากพี่เอส) ว่าเราจะทำ OPV ได้
ตอนนั้นคิดไว้กับแพร์ (เมดเรา) ว่าจะทำเพลง ปากดี โดยมี จินเมะ นำแสดง
สรุปว่าทำไปได้แค่ สิบกว่าวินาทีของเพลงก็เริ่มขี้เกียจแล้ว ดังนั้นจึงพับโครงการเก็บไป
แต่ตอนนี้..เราทำได้แล้ว  เนื่องด้วยฟังเพลง In Your Hands ของ Xing แล้วมันโดน
เพลงเพราะนะ พอตั้งใจฟังเพลงดีๆจนจบเพลง เนื้อหาเพลงนี่โดน คู่นี้โผล่ขึ้นมาเลย
เรากับเพื่อนก็เลยร่วมด้วยช่วยกันรั่ว เราฝ่ายผลิต ฝนฝ่ายคิดข้อความเน่าๆ กับไฟล์เสริมเพิ่มเติม
และแล้ว OPV บอมด๊อง ก็เป็นอันสำเร็จ  เป็นผลงานเราชิ้นแรก (feat. ฝนจัง) ภาคภูมิใจน่าดู
เชิญไปรับชมได้นะ  เพื่อนเรามันจัดการอัพลง YouTube เรียบร้อยล่ะ
(อ้อ! ไม่ต้องสงสัยนะ เพราะว่า ฟังเพลงดีๆ แล้วจะรู้ว่ามันเป็น Kibum site)


เรื่องที่สาม  เราเป็นสาววาย (ข้อนี้มีใครไม่รู้บ้างวะ นอกจากเพื่อนที่คณะ)
แต่ตอนนี้อัพเดทสถานะแล้ว  นอกจาก บอมด๊อง ตอนนี้เราเปลี่ยนคู่บ้าแล้วนะ
จากน้องแป้งกับอีซิน  เราเปลี่ยนล่ะ  ยกซินให้เฮียฮันไป  เรากรี๊ดน้องแป้งกับอีทึกกี้แทนล่ะ
ตอนนี้ คังโจ เราก็อ่านได้นะ  แต่ว่าเราก็ยังชอบ โจปุ๊กลุกอยู่ดีอ่ะ  
แต่ตราบใดที่น้องโจสาวแบบนี้....เอาเลยน้องพี่ยกให้ไอ้หมีมันแน่ๆ


เรื่องที่สี่  ตอนนี้เรามีลูกสาวเหมือนคนอื่นแล้วนะ
ลูกสาวของเราชื่อ คริสตี้ (น้อง Chris แห่งวง BATTLE นั่นเอง) น่ารักชะมัด
ใครได้ดูไฟล์น้องแล้วจะรู้ว่าน่ารักโคตรๆ  ร้องเพลงก็เสียงดี โฮะๆๆ
ตอนประกวด BATTLE to Shinwa น้องร้องเพลง Take me to yr heart ก็เพราะมากๆ
ทำสปาเก็ตตี้ก็น่ากิน เป็นแม่ศรีเรือน .... เวลาพูดจาก็ทำหน้าตาน่ารักซ๊าาาาาา~
กรี๊ดกร๊าด...ลูกสาวฉันน่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกก


เรื่องสุดท้าย  เรายังรักจุนโนะอยู่นะ ^3^


martikataguchi